ดัน"ไทยแลนด์ดิจิทัลแพลตฟอร์ม"สานฝันสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

คงไม่มีใครปฏิเสธถึงความสำคัญของเทคโนโลยีข้อมูลทั้งในภาคธุรกิจและการบริหารภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ เป็นที่มาของความต้องการของรัฐบาลแต่ละประเทศรวมทั้งประเทศไทย ในการพัฒนา "ดิจิทัลแพลตฟอร์ม" ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและการให้บริการภาครัฐส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและก้าวไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบในอนาคต
          สำหรับในประเทศไทยนั้น จากการศึกษาเรื่อง  "ไทยแลนด์ดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Thailand Digital Platform) One Country One Platform" โดยคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ซึ่งถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา พบว่า จากการที่คณะกรรมาธิการฯ ได้ติดตามเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ข้อสังเกต หรือข้อเสนอแนะ ในเรื่องเกี่ยวข้องกับการปรับปรุง พัฒนาระบบ และการบูรณาการฐานข้อมูลในการบริหารราชการแผ่นดินของหน่วยงานรัฐให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 6 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) กรมการปกครอง กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสมาคมธนาคารไทย
          พบว่าปัจจุบันภาครัฐยังไม่มีการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มกลางสำหรับการให้บริการภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมที่สามารถ บูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานแต่ละแห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังไม่มีหน่วยงานใดที่แสดงตัวอย่างชัดเจนว่า ได้ดำเนินการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มกลางเพื่อบริการประชาชนอย่างจริงจังและใกล้จะแล้วเสร็จ
          แม้ว่าที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน่วยงานหลักที่พยายามขับเคลื่อนและพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานของรัฐ ไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Government ได้ทำการพัฒนาแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐหรือ Government Data Exchange (GDX) เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ แต่ด้วยรูปแบบวิธีการ ดำเนินงาน คงเป็นไปได้ยากที่จะให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานของรัฐทั้งหมด อีกทั้งยังไม่เปิดช่องทางเพื่อให้หน่วยงานภาคเอกชนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภาครัฐได้
          นอกจากนี้ จากการศึกษาเปรียบเทียบดิจิทัลแพลตฟอร์มของหน่วยงานภาครัฐสำหรับการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลในต่างประเทศที่มีอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สูงกว่าประเทศไทย จำนวน 5 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเอสโตเนีย สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน และสิงคโปร์
          พบว่าในกลุ่มประเทศดังกล่าวเหล่านี้ได้มีการยกระดับของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในกระบวนการทำงานและการบริการภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อาทิ  สหราชอาณาจักร มีแนวคิดและดำเนินการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลภาครัฐโดยใช้ชื่อว่า Government Digital Service (GDS) เอสโตเนียได้มีการพัฒนาหลักทางความคิดและการทำงานในระบบ e-Govemment" หรือรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ "Digital Technology" ในการให้บริการประชาชนที่รวดเร็ว แม่นยำ และโปร่งใส สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีแนวทางหลักในการพัฒนาระบบ "e-Government" ด้วยการใช้ WeChat แพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มภายใต้ปรัชญา หนึ่งประเทศหนึ่งแพลตฟอร์ม (One Country One Platform) เป็นต้น
          จากการศึกษารูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มของหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทยและจากกลุ่มประเทศผู้นำในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในต่างประเทศ คณะกรรมาธิการฯ จึงได้เสนอให้มีการพัฒนา "เกตเวย์บริการดิจิทัลกลาง" (Digital Service Gateway) สำหรับการแลกเปลี่ยนบริการดิจิทัลระหว่างหน่วยงานของรัฐและการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
          ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและประชาชนอย่างแท้จริง ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างรวดเร็วได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่ปรกติของประเทศ เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตเกตเวย์บริการดิจิทัลกลางจะเป็นหัวใจสำคัญของ One Country One Platform ในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าหากันที่ทำงานร่วมกับระบบของศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ หรือ Government Data Exchange (GDX) ที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
          เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของเกตเวย์บริการดิจิทัล จึงนำเสนอแพลตฟอร์มกลาง "ไทยแลนด์ดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Thailand Digital Platform) หนึ่งประเทศหนึ่งแพลตฟอร์ม (One Country One Platform)" หรือเรียกชื่อย่อว่า OCOP (โอคอป) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางภาครัฐที่สามารถเชื่อมโยงกับทุกบริการที่สำคัญของทุกหน่วยงานของรัฐ ทำหน้าที่เป็นส่วนติดต่อกับผู้ใช้งานหรือประชาชนที่ต้องการใช้บริการ ภาครัฐในรูปแบบดิจิทัล รวมถึงเพื่อให้การบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐสามารถดำเนินการได้
          ในระหว่างที่พัฒนาเกตเวย์บริการดิจิทัลและไทยแลนด์ดิจิทัลแพลตฟอร์มซึ่งต้องใช้เวลา จึงนำเสนอในส่วนของ Quick Win ได้แก่
          - โครงการสวัสดิการภาครัฐ ทำให้ประชาชนได้รับสวัสดิการของรัฐที่พึงได้อย่างทั่วถึง และ
          - โครงการแพลตฟอร์มบัตรดิจิทัลแห่งชาติ (Thailand National Digital Card IDX) ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐโดยใช้บัตรที่รัฐออกให้เป็นกุญแจในการเข้าถึงบริการต่างๆ ของภาครัฐผ่านช่องทางเดียว
          โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะมีแผนบูรณาการดำเนินการ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3  ระยะ ได้แก่ ระยะแรก คือ การทำอย่างไรให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการดิจิทัลภาครัฐได้จากที่เดียว ระยะที่ 2 การออกแบบและพัฒนาเกตเวย์ และข้อมูลพฤติกรรมบุคคล และระยะที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) รวมถึงได้เสนอแนวทางการป้องกันด้านความปลอดภัยของข้อมูลในการใช้งานของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มบัตรดิจิทัลแห่งชาตินอกจากนั้น ในรายงานฉบับนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้
          1) ด้านการพัฒนาแพลตฟอร์ม
          - เร่งพัฒนาระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID/KYC) และระบบลงชื่อ เข้าใช้งานครั้งเดียว (Single Sign-on) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาไทยแลนด์ดิจิทัลแพลตฟอร์ม : One Country One Platform
          - เร่งพัฒนาระบบเกตเวย์บริการดิจิทัล (Digital Service Gateway) เพื่อการบูรณาการ ฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างรัฐกับรัฐและรัฐกับเอกชน
          - มุ่งเน้นให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนาไมโครเซอร์วิสหรือ Application Programming Interface (API) มากกว่าการแข่งขันกันพัฒนาแอปพลิเคชัน
          - เร่งให้มีการจัดทำดาต้าแค็ตตาล็อก (Data Catalog) หรือสมุดหน้าเหลืองข้อมูลภาครัฐ ที่สามารถแบ่งปันให้กับหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้วแต่ยังไม่ครบทุกหน่วยงาน
          2) ด้านกฎหมาย
          - ปรับปรุงกระบวนการยกร่างกฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับให้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ
          - ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับด้านการ เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้หน่วยงานสามารถดำเนินการแบ่งปันข้อมูลได้โดยไม่ขัดกับระเบียบข้อกฎหมายของหน่วยงาน
          3) ด้านงบประมาณ
          - ปรับปรุงกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการให้รวดเร็วและลดการทุจริต
          - ดำเนินการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐที่ซ้ำซ้อนทั้งด้านการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม และการบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐ
          - ทบทวนแนวทางการให้งบประมาณโครงการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทั้งหมดของภาครัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับการ บูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐตามรูปแบบที่นำเสนอ
          4) ด้านการบริหาร
          - เสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และสำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการดำเนินการการบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม
          - ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างชัดเจน และต้อง กำหนดเงื่อนเวลาในการดำเนินการไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวข้องและกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
          - จัดให้มีศูนย์หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการข้อมูลภาครัฐในการแลกเปลี่ยน และแบ่งปันข้อมูลโดยตรง
          5) ด้านบุคลากร
          - รัฐบาลควรเร่งรัดการพัฒนาบุคลากรภาครัฐในเรื่องของวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)
          - หาแนวทางในการดึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอทีทั้งภายนอกและภายในหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาอยู่ในระบบราชการและมีโอกาสได้ใช้ความสามารถ เพื่อช่วยเหลือภาครัฐอย่างเต็มกำลัง