จับตาNER-STA-STGTผลงานเหนือการเมือง

 ทันหุ้น-สู้โควิด -การเมืองยังไม่แน่นอนกดดันลงทุน นักวิเคราะห์ชี้ต้องเลี่ยงหุ้นใหญ่ ระวังถูกชอร์ตซ้ำเติม เปิดโผหุ้นปลอดภัยจากการเมืองกลุ่มหุ้นกลาง-เล็กที่มีแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปีเด่น NER-STA-STGT นำทีม
          สถานการณ์การชุมนุมยังคงร้อนแรง แม้ว่านายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพฯ และแกนนำหลายคนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้แล้ว แต่กลุ่มผู้ชุมนุมยังกลับมาชุมนุมอีกครั้งที่แยกราชประสงค์
          นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เคทีบี (ประเทศไทย) ประเมินสถานการณ์ว่า บรรยากาศดังกล่าวทำให้การเมืองมีความเข้มข้นมากขึ้น และต้องติดตามว่าจะมีความรุนแรงหรือไม่ โดยขณะนี้ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น โดยมองภาพว่าการชุมนุมจะยังดำเนินไปต่อเนื่อง และอาจจะมีการย้ายสถานที่ชุมนุม ซึ่งก็ต้องติดตามว่าต่างประเทศจะว่าอย่างไร แต่เบื้องต้นก็จะมีผลต่อตลาดหุ้น
          โผหุ้นรอดการเมือง
          เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่แน่นอนดังนั้นกลยุทธ์ในการลงทุนแนะนำ นักลงทุนชะลอดูสถานการณ์ก่อน และต้องป้องกันความเสี่ยงด้วยการหลีกเลี่ยงหุ้นขนาดใหญ่ที่ต่างชาติถือเยอะ โดยเฉพาะหุ้นใน SET50 รวมไปถึงหุ้นท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า
          และหันมาลงทุนหุ้นไซซ์เล็กกลางที่มีปัจจัยเฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ที่ประเมินคือกลุ่มยางเช่น STA STGT NER ได้รับประโยชน์จากราคายังปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องอยู่ที่ 1485 cent/kg ในตลาด SICOM ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กรกฎาคม 2019 จากความต้องการถุงมือยางที่ปรับตัวขึ้น การระงับทดลองวัคซีนโควิด-19 ชั่วคราว คงคำแนะนำ "ซื้อ" STA ราคาเป้าหมาย 41.00 บาท
          นอกจากนี้ยังมี กลุ่มรถยนต์ ที่การผลิตรถยนต์เริ่มกลับขึ้นมา จากมาตรการสนับสนุน กลุ่มเหล็กเช่น MCS TMT กลุ่ม IT เช่น INET ประเมินกรอบดัชนีอยู่ที่ 1,220-1,260 จุด
          ด้าน นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มูลค่าการ ชอร์ตเซล โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Oil & Gas เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัย เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงสถาบันในประเทศชะลอการลงทุนป้องกันความเสี่ยง
          แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่ปลอดแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติและสถาบัน โดยฝ่ายวิเคราะห์ได้เลือกหุ้นเติบโต (Growth Stock) ที่จะสามารถปรับตัว Outperform ตลาดได้ในระยะต่อไป ประกอบด้วย ASIAN, BGC, ICHI, JMART, PIMO, PRM, PTG, STGT, UTP, WICE
          หุ้นปลอดการเมือง
          บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ ทีมกลยุทธ์ศึกษาข้อมูลการชุมนุมทางการเมืองในอดีต 5 ครั้งย้อนหลัง นับตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี 2557 พบว่า SET โอกาสปรับฐาน 60% โดยจะค่อยๆ ปรับฐานในช่วงการชุมนุมจนสิ้นสุด เฉลี่ยราว -11.19% โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มที่อิงการเติบโตของระบบเศรษฐกิจในประเทศ ได้แก่ สถาบันการเงิน, อสังหา, สื่อสาร และบันเทิง
          ขณะที่กลุ่มที่ยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ คือ เกษตรอาหาร และกลุ่มที่ได้รับผล กระทบเล็กน้อย ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ค้าปลีก, กลุ่มการแพทย์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่า
          ซึ่งความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ เกิดขึ้นขณะที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จึงประเมินว่า เศรษฐกิจไทยและกำไรตลาดจะฟื้นตัวแบบ U-Shaped ซึ่งจะกดดันให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,100-1,300 จุด ตลอดระยะเวลา 1-2 เดือนที่เหลือ พร้อมแนะนำนักลงทุน เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว คือผลประกอบการฟื้นตัว และได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย ประกอบด้วย TU, CPF, KCE, HANA, XO, GFPT, SAPPE และหุ้น Laggard ที่ผลประกอบการเริ่มฟื้นตัว คือ BDMS