TOTจ่อจ่ายค่าไลเซนส์ คลื่นความถี่ย่าน26GHz ช่วงปลายเดือนตุลาฯนี้

“ทีโอที” เล็งจ่ายค่าใบอนุญาตคลื่น 26 GHz ช่วงปลายต.ค.นี้ หลังมีเอกชนในพื้นที่ EEC สนใจเข้ามาเจรจานำ 5G ไปใช้ในโรงงาน พร้อมผนึก CAT ทำโครงสร้างพื้นฐาน 5G ร่วมกัน
          นายมรกต เธียรมนตรี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT เปิดเผยว่า ในช่วงปลายเดือน ต.ค. 2563 บริษัทเตรียมเข้าชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 26 GHz กับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังจากชนะการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวจำนวน 4 ใบอนุญาต ๆ 100 MHz รวม 400 MHz มูลค่า 1,920.65 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
          ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถนำเข้าอุปกรณ์ได้ และนำคลื่นความถี่ดังกล่าวไปทดสอบทดลองหารูปแบบการใช้งาน (Use Case) สำหรับการชำระเงินค่าใบอนุญาตดังกล่าว เป็นไปตามเงื่อนไขที่ให้ชำระงวดเดียวภายใน 1 ปี นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล
          สำหรับคลื่นความถี่ 26 GHz เป็นย่านความถี่สูง มีคุณสมบัติในการส่งข้อมูลที่มีความเสถียรมาก รวมทั้งมีความหน่วงในการส่งข้อมูลต่ำ ดังนั้นเหมาะกับการใช้ให้บริการเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และการใช้งานที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น การผ่าตัดทางไกล การควบคุมเครื่องจักรในโรงงาน และการควบคุมรถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น
          “การลงทุนในคลื่นความถี่ 26 GHz เป็นการลงทุนที่ไม่ต้องปูพรมครอบคลุมทั่วประเทศ เพราะจากคุณสมบัติของคลื่นความถี่ 26 GHz เหมาะกับการใช้ให้บริการเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เมื่อมีลูกค้าจึงค่อยลงทุน โดยขณะนี้มีเอกชน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สนใจเข้าเจรจาแล้ว นำ 5G ไปใช้ในโรงงาน” นายมรกต กล่าว
          ขณะเดียวกันบริษัท และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน 5G ร่วมกัน (Infrastructure Sharing) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการเปิดเผยสินทรัพย์โทรคมนาคมเพื่อใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน 5G ร่วมกันระหว่าง 2 บริษัท โดยบริษัทมีเสาโทรคมนาคม จำนวน 25,000 ต้น ขณะที่ CAT มีเสาโทรคมนาคม จำนวน 18,000 ต้น รวมเป็น 43,000 ต้น
          “การทำ Infrastructure Sharing ร่วมกัน เป็นส่วนหนึ่งในการปูทางไปสู่การควบรวมกิจการระหว่าง TOT และ CAT เป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งจะทำให้ทั้ง 2 องค์กร มีศักยภาพ มีโครงข่ายที่แข็งแกร่ง นำไปสู่การร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) รายอื่น ๆ ในการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน” นายมรกต กล่าว