สิงคโปร์ซิวแชมป์เมืองอัจฉริยะ กรุงเทพฯ อัปเกรดขึ้นอันดับ 71

 สิงคโปร์ เฮลซิงกิ ซูรก ติดท็อป 3 เมืองอัจฉรยะของโลก
          ขณะที่กรุงเทพฯ ไต่ข้น 4 ขั้นคว้าอันดับ 71 นักวจัยชี้สมาร์ทซิตี้ไม่ใช่แค่เมืองที่อ้าแขนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น
          แต่ยังต้องทำให้มั่นใจว่า เทคโนโลยีเหล่านั้นช่วยให้ชีวตความเป็นอยู่ของประชาชนดีข้นด้วย
          เมืองต่างๆ ทั่วโลกแข่งกันอ้าแขนรับเทคโนโลยี ตั้งแต่กล้องอัจฉริยะติดตามสภาพการจราจร แอปคาร์แชริ่ง ไปจนถึงระบบ ติดตามมลพิษและสัญญาณ WiFi ฟรี กระนั้น อาร์ทูโร บริส จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการจัดการ (ไอเอ็มดี) ของ สวิตเซอร์แลนด์ ย้ำว่า บททดสอบที่แท้จริงไม่ใช่ความล้ำของวิทยาการแต่เป็นคำถามที่ว่า ประชาชนรับรู้ถึงประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านั้น หรือไม่
          ดัชนีเมืองอัจฉริยะที่ไอเอ็มดีร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์จัดทำขึ้นเป็นปีที่ 2 มาจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน 109 เมืองๆ ละ 120 คน รวมเป็นกว่า 13,000 คน โดยโฟกัสที่คำถามว่า ผู้ตอบแบบสอบถามรับรู้ถึง ผลกระทบจากเทคโนโลยีใน 5 ประเด็นเหล่านี้หรือไม่ ได้แก่ สุขภาพและความปลอดภัย ความสามารถในการเคลื่อนย้าย กิจกรรม โอกาส และธรรมาภิบาล
          บริสบอกว่า การได้คะแนนดีไม่ได้หมายความว่า สิงคโปร์สามารถเป็นต้นแบบสำหรับเมืองอื่นๆ เพราะแต่ละเมืองต่างมีเอกลักษณ์ของตัวเอง และปัจจัยหลายอย่างยังถูกกำหนดโดยขนาด พัฒนาการทางเศรษฐกิจ และการใช้เทคโนโลยีในการจัดการความท้าทายที่แต่ละเมืองต้องเผชิญ
          ทั้งนี้ สิงคโปร์ครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดยได้คะแนนเกือบสูงสุดในด้านสุขภาพและความปลอดภัย กิจกรรม และโอกาส
          อีก 7 ประเทศในท็อป 10 ประกอบด้วยโอกแลนด์ ออสโล โคเปนเฮเกน เจนีวา ไทเป อัมสเตอร์ดัม นิวยอร์ก ขณะที่อาบูจา ไนโรบี และลากอส เกาะกลุ่มกันมาด้านท้ายของตาราง
          นอกจากนั้นในกลุ่ม 20 อันดับแรกมีเมืองในเอเชียเพียง 2 เมืองคือ สิงคโปร์และไทเป (9) แต่มีเมืองในยุโรปถึง 11 เมือง, 3 เมืองในออสเตรเลีย, 2 เมืองในอเมริกา, 1 เมืองในนิวซีแลนด์และแคนาดา
          สำหรับกรุงเทพฯ บ้านเราติดอันดับ 71 หรือขยับขึ้นจากปีที่แล้ว 4 ขั้น
          การจัดทำดัชนีนี้เผยให้เห็นว่า หลายประเทศกำลังมุ่งมั่นพัฒนาเมืองรองเป็นเมืองอัจฉริยะมากกว่าเมืองหลวง เช่น บิลเบาที่ได้ อันดับดีกว่ามาดริด ขณะที่เบอร์มิงแฮมไต่อันดับเร็วกว่าลอนดอนเช่นเดียวกัน
          บริส ผู้อำนวยการไอเอ็มดี เวิลด์ คอมเพทิทีฟเนส เซ็นเตอร์ เสริมว่า เป้าหมายสำคัญของเมืองเหล่านี้คือการใช้เทคโนโลยีอย่างหลากหลายและครอบคลุม
          ตัวอย่างเช่น เมืองเมเดยินของโคลอมเบียที่เคยเลื่องลือเรื่องแก๊งค้ายา แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเมืองอัจฉริยะ และสถิติอาชญากรรมลดลงหลังจากมี WiFi ฟรีเนื่องจากประชาชนสามารถแจ้งเหตุร้ายได้ง่ายขึ้น
          ขณะเดียวกัน แม้หลายเมืองทั่วโลกมีโครงการคาร์แชริ่งเพื่อลดการจราจรแออัด แต่บริสบอกว่า มอสโกดูจะประสบความสำเร็จ เป็นพิเศษในการโน้มน้าวให้ประชาชนร่วมมือหลังจากจัดหาสถานที่จอดรถฟรีสำหรับผู้ใช้
          ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังบอกว่า โควิด-19 ช่วยผลักดันให้ เมืองมีพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การยอมรับความ หลากหลายและวิทยาการสมัยใหม่
          บริสคาดว่า แนวโน้มเหล่านี้จะแพร่หลายไปยังเมืองเล็กๆ มากขึ้น และสำทับว่า การสำรวจความคิดเห็นชิ้นนี้ตอกย้ำว่า เมืองใหญ่ปรับตัวเป็นเมืองอัจฉริยะได้ยากกว่า
          เขาอธิบายว่า เมืองขนาดเล็กอย่างสิงคโปร์ เฮลซิงกิ และซูริก ได้เปรียบตรงที่ขนาดที่ทำให้สามารถลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่าง มีนัยสำคัญและสามารถเข้าถึงประชาชนทั้งหมด
          ในทางกลับกัน แม้จีนกำลังพัฒนาเมืองอัจฉริยะนับร้อยเมืองด้วยการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ กล้องวงจรปิด และแกดเจ็ตอื่นๆ ที่สามารถรวบรวมและประมวลผลข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่มลพิษจนถึงสาธารณสุข แต่กลับกลายเป็นว่า เมืองเหล่านั้นได้อันดับไม่ดีนัก ในดัชนีเมืองอัจฉริยะของไอเอ็มดี ซึ่งนอกจากปัจจัยเรื่องขนาดแล้ว ยังเป็นเพราะความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการสอดแนม .
          บรรยายใต้ภาพ
          สมาร์ทซิตี้ไม่ใช่แค่มีเทคโนโลยีสุดล้ำเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้พลเมืองได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านั้นด้วย