"ดีแทค"ชูไอเดีย "tight-loose-tight" ขับเคลื่อนองค์กร

วิกฤตโควิด-19 ได้สร้างบทเรียนสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ระบุว่า เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และสิ่งนั้นทำให้เราและกลยุทธ์การทำงานของเราถูกดิสรัปชั่น ขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด ซึ่งในบริบทของการขับเคลื่อนองค์กร การปรับตัวให้เข้ากับอนาคต เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะอยู่รอด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง โดย เคลาส์ มาร์ติน ชวับ ผู้ก่อตั้งและประธาน เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม กล่าวว่า ในโลกยุคใหม่มันไม่ได้เป็นเรื่องของปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องของปลาที่ว่ายน้ำเร็วกินปลาที่เคลื่อนตัวช้า
          ขณะที่นัยสำคัญของวิถีปกติใหม่ หรือ นิวนอร์มอล ต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า คือ องค์กรที่จะสามารถตัดสินใจได้เร็วและสัมพันธ์กับความต้องการของลูกค้า จำเป็นต้องอาศัยความเร็วในการให้เปิดตัวสินค้าและให้บริการสู่ตลาด รวมถึงการให้ความสำคัญกับลูกค้า ประกอบกับองค์กรที่มีประสิทธิภาพจะมุ่งทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด จับมือเป็นพันธมิตรกับผู้เชี่ยวชาญที่สุดในสายงานนั้นๆ และวัฒนธรรมการทำงานแบบดิจิทัลต้องมาก่อน จะช่วยให้เกิดการทำงานแบบดิจิทัลที่ราบรื่น ไร้รอยต่อ
          สำหรับวิถีการทำงานแบบใหม่ ทั้งระบบอัตโนมัติ ขับเคลื่อนด้วยดาต้า คิดแบบดิจิทัล จะช่วยสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าบนดิจิทัลที่เป็นหนึ่งเดียว จำเป็นต้องอาศัยรูปแบบการทำงานแบบบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็นส่วนงานไอที การตลาด หรือฝ่ายขาย จำเป็นต้องทำงานใกล้ชิดกันเป็นหนึ่ง ซึ่งเป็นวิถีการทำงานแบบใหม่ และไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม ถือเป็นการสร้างประสบการณ์หนึ่งเดียวเพื่อลูกค้า ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ารูปแบบใหม่ต่างๆ เช่น การเกิดขึ้นของระบบไร้สัมผัส การบริการตัวเอง และการขนส่ง เป็นต้น
          และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่รวดเร็ว ทำให้การตัดสินใจต้องรวดเร็วมากขึ้น และอยู่บนฐานของความต้องการของลูกค้ามากขึ้น พนักงานขององค์กรจำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างศักยภาพและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ โดย "ดีแทค" มีแนวคิดแบบ tight-loose-tight เพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น โดยเริ่มจากการตั้งเป้าหมายต้องชัดเจนแม่นยำ แต่เมื่อปฏิบัติต้องยืดหยุ่นพอ ขณะเดียวกัน ต้องรักษาสัญญาเพื่อให้ได้เป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเชื่อว่าวิถีการทำงานที่ยืดหยุ่นจะยังอยู่ไปอีกนาน และเป็นหนทางเดียวในการบริหารคนในองค์กรในบริบทเช่นนี้ ซึ่งผลจากการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ ทำให้องค์กรรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น
          "ไม่ว่าจะเป็นการใช้ช่องทางและวิถีการทำงานใหม่ๆ ในการทำงาน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วในการทำงานปัจจุบันที่ 70% ของพนักงานไม่ได้ทำงานที่ออฟฟิศ สะท้อนถึงการคงอยู่ของวิถีการทำงานแบบยืดหยุ่นนับต่อจากนี้ไป"
          นายชารัดระบุว่า อย่างไรก็ตาม ดีแทคไม่หยุดพัฒนาเทคโนโลยีในการสื่อสารให้ล้ำสมัย เพื่อรองรับการใช้งานทำให้เพิ่มประสบการณ์ลูกค้าที่ดียิ่งขึ้น เราต้องการให้ลูกค้าได้ทดสอบเพื่อได้รับประสบการณ์ คลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ หรือย่านความถี่สูง ซึ่งเป็นคลื่นที่มีความสามารถในการนำมาใช้งานเพื่อความเร็วสูงสุดในการรับส่งข้อมูล และยังสามารถเพิ่มความจุของช่องสัญญาณในปริมาณมหาศาลที่มีความแม่นยำในการใช้งาน สำหรับการรองรับ 5G ไม่ใช่แค่การใช้งานบนมือถือ แต่สามารถนำมาเชื่อมต่อ Massive IoT ในอนาคตได้อย่างแท้จริง และสมาคมจีเอสเอ็มรายงานในเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมาว่า มี 70 อุปกรณ์ที่รองรับแล้ว
          "ปีนี้ดีแทคมีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนเสาสัญญาณจำนวน 20,000 สถานีฐาน ภายในสิ้นปี เพื่อรองรับการให้บริการ 4G และ 5G ทั่วประเทศ รองรับการใช้งานที่ไม่ได้มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเฉพาะพื้นที่ในเมือง มองว่ามีบริการที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้บริการด้วย TDD massive MIMO ที่มีอยู่ และไม่ได้มองว่า 5G ไม่สำคัญ"
          ขณะที่มุมมองเกี่ยวกับการวางแผนคลื่นความถี่ของประเทศไทยนั้น นายชารัดระบุว่า รัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควรนำคลื่นความถี่ 3500 เมกะเฮิรตซ์ มาจัดสรรเพื่อใช้พัฒนา 5G เนื่องจากคลื่นความถี่สำคัญ เพราะ 70% ของการทดลองทดสอบ 5G ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ทั่วโลกเลือกใช้คลื่นในย่านนี้ เพราะมีระบบนิเวศรองรับมากเพียงพอ อาทิ อุปกรณ์มือถือ แอพพลิเคชั่น เพื่อการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม ที่หลากหลายและครบถ้วนมากกว่า อันจะทำให้ 5G ที่พัฒนาอยู่บนคลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ ดังกล่าวนี้ มี economy of scale มากกว่าย่านที่ให้บริการอยู่
          "ถึงปัจจุบันนี้ กสทช.ได้เชิญผู้ประกอบการภาคีที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นเรื่องดีแล้ว แต่เราต้องการเห็นความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการเตรียมพร้อมคลื่นดังกล่าวให้นำมาใช้งานได้ หรือรีฟาร์ม และกรอบเวลาในการประมูล เพื่อให้คลื่นพร้อมถูกนำมาใช้งานได้ในทันทีหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของการครอบครองซึ่งปัจจุบันบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ใช้งานสำหรับดาวเทียมไทยคม 5 และไทยคม 5 ขณะนี้ก็ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว และบริษัทไทยคมจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 21 กันยายน 2564"
          นายชารัดระบุทิ้งท้ายว่า วาระเร่งด่วนของประเทศไทยขณะนี้ คือ เรื่องการกระจายสัญญาณในแต่ละพื้นที่ และความสามารถในการรองรับการใช้งานสำหรับคนไทยทุกคน เนื่องจากการไร้แผนรองรับการพัฒนา 5G อย่างเป็นรูปธรรม จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาอย่างอื่น เช่น ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลระหว่างชุมชนเมืองและชนบท คนรวยและคนจน