"ดีแทค"หนุนคลื่น3500จุดเปลี่ยนสำคัญโลกยุค"5จี"

กรุงเทพธุรกิจ "ดีแทค" มั่นใจประเทศไทยสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขับเคลื่อนด้วย 5จี ชูคลื่นความถี่ 3500 เมกะเฮิรตซ์ จุดเปลี่ยน สำคัญสู่มาตรฐาน 5จี ที่แท้จริง สอดรับกับทั่วโลก
          "อธิป กีรติพิชญ์" ผู้เชี่ยวชาญ และวิเคราะห์ด้านอุตสาหกรรมโทรคมนาคม บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า วิกฤติโควิดที่ผ่านมา เทคโนโลยีออนไลน์ได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยในสถานการณ์ปกติเชื่อว่าไม่น่าใช้เวลา อันสั้นเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นชอปปิง ออนไลน์ ทำงานจากบ้าน (Work from home) การติดต่อสื่อสารรูปแบบต่างๆ ผ่าน แอพพลิเคชั่น ดันให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย คาดจะเติบโตชัดเจนมากขึ้นปีหน้าแทนที่จะเป็น 5-10 ปี จากที่เคยประเมินไว้
          หมายความว่าทรัพยากรมนุษย์ จะต้องเปลี่ยนจากเดิมในอุตสาหกรรมใช้แรงงาน ไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ใช้ระบบดิจิทัลเพิ่มทักษะในตลาดแรงงานให้สอดคล้องความต้องการในอนาคตของเศรษฐกิจซึ่งจะอยู่ในรูปแบบไฮบริด (Hybrid economy)
          สู่ยุคศก.แบบ'ไฮบริด'-5จีสำคัญ
          "ประเทศไทยต้องมีการเชื่อมต่อจาก จุดตัดของระบบเศรษฐกิจแบบเดิมสู่ดิจิทัล โดยเฉพาะภาคส่วนสำคัญ ๆ เช่น โรงงานผลิตการส่งออก การรักษาและสุขภาพ และการเดินทาง และขนส่ง ต้องยกระดับ การเปลี่ยนผ่านด้วยการนำการเชื่อมต่อเทคโนโลยีดิจิทัลไปสู่การรองรับพฤติกรรมใหม่ของลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย"
          ทั้งนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจอนาคตมีความยืดหยุ่น และแข่งขันได้มากขึ้น ทุกภาคส่วน ต้องเชื่อมต่อออนไลน์ เศรษฐกิจแบบไฮบริด จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับไทยให้ซ่อมและ สร้างเพื่อก้าวไปอนาคต แต่โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลต้องแข็งแรง รวมถึงระบบนิเวศดิจิทัล ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะใหม่ด้านดิจิทัล บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความเท่าเทียมกันทางสังคม
          "ไทยต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น การเชื่อมต่อ โทรคมนาคม เทคโนโลยี 5จี ที่ก้าวไปพร้อมกับโลก อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ทั้งหมดนี้ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานทั่วไปแบบเดิม เช่น ขนส่งทางราง ถนน อากาศ และทางน้ำ ซึ่งไทยสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ ผ่านโครงสร้าง พื้นฐานดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย 5จี บนคลื่นความถี่ 3500 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นแบนด์หลัก ที่ทั่วโลกใช้กันมากกว่า 70%"
          'สิงคโปร์-มาเลย์'ปักธงคลื่น3500
          อธิป ยกตัวอย่าง ประเทศสิงคโปร์ ที่ปัจจุบัน "ไอเอ็มดีเอ" หรือหน่วยงานกำกับดูแล เห็นพ้องให้ผู้ให้บริการต้องปรับใช้เครือข่าย 5จี เอสเอ (5G standalone) ตั้งแต่เริ่มต้นให้บริการ เพราะสามารถมอบความสามารถ 5จี ที่สมบูรณ์แบบ
          ส่วนมาเลเซีย มีคณะกรรมการที่กำกับดูแลรับผิดชอบ 5จี จะใช้งานคลื่นความถี่ 3500 เมกะเฮิรตซ์เป็นคลื่นหลัก และคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ แม้ขณะนี้ไม่เปิดให้บริการ แต่มาเลเซียมีแผนใช้คลื่น 3500 เมกะเฮิรตซ์ให้บริการช่วงปี 2564 โดยเฉพาะการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ สมาร์ทเฮลธ์ และสมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น
          ขณะที่ ดีแทค มองว่า ความล่าช้าการจัดสรรคลื่นความถี่ 3500 เมกะเฮิรตซ์ จะมีค่าเสียโอกาสอย่างมาก เช่นเดียวกับที่ผ่านมา ไทยต้องเผชิญในการจัดสรรคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับ 3จี เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ 3จี ในประเทศไทยช้ากว่าประเทศอื่นๆ ทั่วโลกราว 10 ปี
          "ไทยต้องคำนึงถึงความต้องการ คลื่นความถี่เพิ่มเติมสำหรับ 5จี ที่ยั่งยืน ซึ่งส่งผลให้เกิดความคุ้มค่า และทางเลือกที่หลากหลาย คลื่น 3500 เมกะเฮิรตซ์ ควรเป็นย่านความถี่หลักสำหรับ 5จี เป็นส่วนหนึ่งของการประสานกัน ทั่วโลก ทำให้ไทยใช้ประโยชน์จาก economy of scale ที่ประหยัดการลงทุน นำศักยภาพของ 5จี มาใช้ได้เต็มที่ ซึ่งผู้ให้บริการแต่ละรายควรได้รับอนุญาตในการใช้งานคลื่นความถี่ 3500 ระหว่าง 80-100 เมกะเฮิรตซ์"
          ไทยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย 5จีบนคลื่น 3500 เมก ซึ่งเป็นแบนด์หลักทั่วโลกใช้กันมากกว่า 70%
          ดีแทค