เยียวยา50:50 อสมท-เอกชน กกร.หนุนรบ.ถก"ซีพีทีพีพี"

กสทช.เคาะเยียวยา'อสมท' 3.2 พันล้าน ปมเรียกคืนคลื่น 2600
          'จุรินทร์'โยนสภา-ครม.ชี้'ซีพีทีพีพี'
          เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายจุรินทร์ ลักษณ วิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงภาคเอกชนเสนอให้ไทยเข้าเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) ว่า พรรคประชาธิปัตย์ยกมือเห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา ซีพีทีพีพี และเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ซึ่งยังมีข้อกังวลในเรื่องยา การจัดซื้อ จัดจ้าง และทรัพย์สินทางปัญญาด้านพันธุ์พืช โดยคณะกรรมการจะมีสัดส่วนตัวแทนจากคนนอก นอกเหนือจากสมาชิกผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคการเมืองต่างๆ ที่อยู่ในสภาในส่วนของคนนอกนั้น ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งตัวแทน 2 คนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (จร.) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.)
          "เรื่องนี้อยากให้สภาเป็นเจ้าภาพ และนับหนึ่งใหม่ที่จะชี้ว่าไทยควรเข้าเจรจาในซีพีทีพีพีหรือไม่ ส่วนระยะเวลาการพิจารณา จะเป็น 30 วันหรือ 60 วันขึ้นอยู่กับสภาเห็นชอบ ซึ่งข้อสรุปไปในทิศทางใดต้องนำเข้าที่ประชุมสภา เพื่อขอมติก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป ซึ่งส่วนตัวยังไม่ขอออกความเห็น แต่พร้อมให้การสนับสนุนตามมติที่ ครม. เห็นชอบ ส่วนขั้นตอนต่อไปก็ขึ้นอยู่กับมติครม. เห็นกัน" นายจุรินทร์กล่าว
          สภาถกตั้งกมธ.วิสามัญศึกษา
          ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมซีพีทีพีพี โดยนายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) อภิปรายสนับสนุนการตั้ง กมธ. เหตุผลคือ เพราะไทยยังไม่เข้าใจเข้าไม่ถึงอย่างแท้จริง ดังนั้น ไม่ควรผลีผลามตัดสินใจ ต้องยึดหลักการ
          นายนิกรกล่าวว่า เหตุผลที่มีการนำเสนอมายังสภายังไม่มีความชัดเจนไม่เพียงพอ อ้างแต่ว่าจะได้ประโยชน์หมื่นกว่าล้านบาท ผลเสียก็ไม่ชัดว่ามีอะไรบ้าง ไม่มีการพูดถึง เหตุผลจึงไม่เพียงพอ ประเทศไทยเป็นประเทศปลายน้ำอาจมีอำนาจต่อรองไม่เพียงพอ อาจถูกบีบได้ ขณะเรื่องภูมิคุ้มกันในการเข้าร่วมอาจเป็นการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้านก็ได้ เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันในภาคเกษตร
          พท.ค้านห่วงสิทธิบัตรยา-พืช
          นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า หากไม่ศึกษาให้ดี จะเสียเปรียบประเทศที่ผูกขาดแน่นอน โดยประเทศไทยควรเข้าร่วมหรือไม่ มี 2 คนที่เห็นว่า ไม่ควรเข้าร่วมคือ นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วม เพราะถือเป็นการทำร้ายชาติ เป็นห่วงการประกาศการนำเข้ายา ถ้าเข้าร่วมจะไม่สามารถทำซีแอลการนำเข้ายา เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้เพราะผิดกฎหมาย ดังนั้น ส.ส.ควรฟัง
          "ที่ผมสนใจคือ การผูกขาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ ดังนั้น ขอแสดงเจตนารมณ์ล่วงหน้าว่า ไม่ควรเข้าร่วมซีพีทีพีพี อย่าอาศัย กมธ.ที่เสียงข้างมากมาอาศัยข้อตกลง พรรค พท.ไม่ยอมให้มีการกีดกัน สิทธิบัตรยา เมล็ดพันธุ์ เครื่องสำอาง เพราะบทเรียนเรื่อง พ.ร.บ.ข้าวเป็นบทเรียนที่พรรค พท.ต้องต่อสู้" นายชวลิตกล่าว
          ปชป.ยกบทเรียน-กม.ต้องชัด
          นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากมีข้อห่วงใยต้องรับฟัง ทุกอย่างเป็นเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น ประเทศไทยมีบทเรียน เคยพยายามเจรจาเอฟทีเอ แต่คว่ำลงไม่เป็นท่า เพราะบานปลายไม่คุยกันอย่างแท้จริง ไม่พยายามแสวงหาคำตอบ ต้องเปิดโอกาสให้สภา ทำไมซีพีทีพีพีถึงเป็นปัญหา เพราะมันบวกเพิ่ม คือการคุ้มครองสิทธิบัตร จัดซื้อจัดจ้าง สิ่งเหล่านี้เขตการค้าเสรีไม่พูดถึง เป็นการเมืองระหว่างประเทศ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย เรื่องการใช้ต่อยอดเมล็ดพันธุ์ทำได้ แต่ต้องออกเป็นกฎหมาย วันนี้ไม่พูดถึงเลย ไม่มีร่างกฎหมายให้สิทธิในข้อยกเว้นคืออะไร
          นายเกียรติกล่าวว่า ความขัดแย้งจะอยู่ต่อไปตราบใดกฎหมายในประเทศยังไม่ชัด และประเทศไทยยังไม่ชัดว่าจะเดินไปทางใด ดังนั้น กมธ.ต้องมีบทบาทในการหาคำตอบ ส่วนเรื่องสิทธิบัตรยา เอฟทีเอบนโลกนี้จะมีคนได้และคนเสีย รัฐบาลต้องมีมาตรการอย่างไรไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ การตั้ง กมธ.ชอบแล้ว และต้องมียุทธศาสตร์ให้ชัดเจน
          กกร.หนุนรบ.เจรจา'ซีพีทีพีพี'
          ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประจำเดือนมิถุนายน
          นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย แถลงผลการประชุมว่า กกร.มีข้อสรุปในเรื่องซีพีทีพีพี เห็นควรสนับสนุนให้ประเทศไทยเข้าร่วมเจรจาภายในเดือนสิงหาคมนี้ เนื่องจากการเข้าร่วมเจรจาทำให้เห็นถึงผลดีหรือผลเสียต่อการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคี ซึ่งกระบวนการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีนั้นยังมีลำดับขั้นอีกมาก คือเมื่อเข้าร่วมเจรจากับประเทศภาคีแล้ว ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณารายละเอียดเงื่อนไขและข้อตกลงต่างๆ ต้องเปิดรับฟังประชาพิจารณ์เพื่อฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนด้วย จากนั้นจึงเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี ประเทศไทยสามารถยุติการเจรจาได้ในทุกขั้นตอนหากเห็นว่าการเข้าร่วมเสียประโยชน์มากกว่าได้
          นายปรีดีกล่าวว่า กกร.ประเมินว่าการเข้าร่วมเจรจาจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะสามารถทราบถึงข้อตกลง และเป็นประโยชน์สำหรับการปรับตัวของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ในเวทีโลก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ทำให้ในขณะนี้จึงยังไม่สามารถสรุปผลดีหรือผลเสียในการเข้าร่วมซีพีทีพีพีได้ "หากไม่เข้าร่วมในครั้งนี้ ต้องรออีก 1 ปีในการเจรจารอบใหม่ ซึ่งมีบางประเทศเข้าร่วมแล้ว และตกลงทำการค้าที่มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมระหว่างกัน ไทยจะเสียโอกาสในการค้าขายกับประเทศกลุ่มนั้นได้ ส่วนผลได้ผลเสียในการเข้าร่วม ข้อมูลที่มีอยู่ล่าสุดยังไม่ชัดเจน เป็นข้อมูลที่เก่าแล้ว การคาดการณ์และมองไปข้างหน้าจึงอาจไม่ได้เป็นตามที่ประเมินไว้แล้ว" นายปรีดีกล่าว
          ชงรัฐถกเอกชนปีละ2ครั้ง
          นายปรีดีกล่าวว่า สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2563 กกร.ยังคงประมาณการต่างๆ ไว้ตามเดิม เศรษฐกิจไทยอาจหดตัวในกรอบ -3.% ถึง -5% การส่งออกอาจติดลบ -5% ถึง -10.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าอยู่ในกรอบ 0% ถึง -1.5% กกร. จึงมองว่ารัฐควรเร่งผลักดันการใช้วงเงินในสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ภายใต้ พ.ร.ก.วงเงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ให้สามารถประคองกิจการต่อไปได้ ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันหารือและบริหารจัดการให้เงื่อนไขต่างๆ ของการปล่อยสินเชื่อในทางปฏิบัติมีความคล่องตัวมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ อาทิ อาจให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มเติม หลังสิ้นสุดโครงการ 2 ปี ตาม พ.ร.ก. รวมถึงมีข้อเสนอให้มีการประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีเวทีสำหรับการหารือนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างจริงจังร่วมกันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
          เชียร์ลองเลิกเคอร์ฟิวฟื้นศก.ได้
          นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การปรับ ครม.ไม่ได้เป็นประเด็นที่สำคัญในขณะนี้ เพราะสิ่งสำคัญคือ ภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ที่ต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้สามารถเดินต่อได้ เพราะเงินงบประมาณ และมาตรการของรัฐก็เริ่มหมดลง การให้เงินไปก็เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น จึงควรเร่งจัดเวทีร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อนำความคิดเห็นหรือมาตรการต่างๆ มาหารือร่วมกันเพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นฟูกลับมาได้เร็วที่สุด สำหรับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น มองว่ายังไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องกังวลมากนัก เพราะเคลื่อนไหวไม่แตกต่างจากสกุลเงินอื่นที่แข็งค่ามากขึ้น หลังโควิด-19 คลี่คลายตัวลง
          "กรณีแนวคิดทดลองเลิกใช้มาตรการเคอร์ฟิว 15 วัน ประเมินว่าส่งผลดี เพราะจะทำให้ธุรกิจบางประเภทที่ต้องทำงานในช่วงเวลากลางคืน ดำเนินธุรกิจได้สะดวกและมีเวลามากขึ้น อาทิ ตลาดสด หรือการค้าขายของสดต่างๆ รวมถึงการขนส่งสินค้าประเภทของสดต่างๆ ทั้งอาหารทะเล ผักสด ผลไม้ ที่ใช้เวลาในการเดินทางส่งถึงมือพ่อค้าและแม่ค้าในแต่ละพื้นที่ โดยสิ่งสำคัญตอนนี้คือ ต้องหาวิธีทำให้ทุกคนได้ประโยชน์มากขึ้น และลดต้นทุนต่างๆ ให้มากที่สุด" นายสุพันธุ์กล่าว
          นายสุพันธุ์กล่าวว่า สำหรับการคลายล็อกดาวน์เฟส 4 หากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศยังดูดีต่อไป มองว่าภายในเดือนมิถุนายนนี้ ควรมีการคลายล็อกเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติมากขึ้น แต่กังวลในส่วนของธุรกิจสายการบิน ที่ควรผ่อนปรนให้สามารถนั่งที่นั่งติดกันได้แล้ว แต่ต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดการบิน เนื่องจากบินเที่ยวเดียวกัน การนั่งเว้นที่นั่งอาจไม่ได้มีประโยชน์มากนัก และเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการสายการบินด้วย ซึ่งแนวทางดังกล่าวในระยะเริ่มต้นอาจใช้กับการบินในประเทศก่อน ส่วนการบินระหว่างประเทศ ยังต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
          คาดการค้าโลกปีนี้หดตัว10-30%
          นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทย ในปี 2563 จะหดตัว 8.8% และหากโควิด-19 กลับมาระบาดในระลอก 2 ทำให้ต้องปิดเมืองอีกครั้ง คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะหดตัวรุนแรงถึง 12% ในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา เศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงไทยหดตัวอย่างหนักจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและการปิดเมือง จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไทยลดลง 60% และยอดจองที่อยู่อาศัยลดลงจาก 36% ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเหลือเพียง 14%
          นายพชรพจน์กล่าวว่า โควิด-19 ยังทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปสู่นิว นอร์มอล และผลการสำรวจซีอีโอจากบริษัททั่วโลกจำนวนมากเห็นว่าเศรษฐกิจคงจะกลับมาได้ช้าแบบ ยู เชฟ เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น หลังการค้นพบวัคซีน โดยปีนี้เศรษฐกิจจะหดตัวรุนแรงในช่วงต้นปี และอาจใช้เวลาประมาณ 1-3 ปี ในการกลับมาสู่จุดเดิม สำหรับปริมาณการค้าโลกนั้น ประเมินว่าในปีนี้อาจหดตัวถึง 10-30%
          "วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมากขึ้น ขณะที่โควิด-19 ก่อให้เกิดกระแสทวนโลกาภิวัตน์ ทั่วโลกต่างหันมาพึ่งพิงเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น หลายประเทศสนับสนุนการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ และใช้มาตรการทางภาษีปกป้องบริษัทในประเทศมากขึ้น ส่งผลกระทบกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพิงการส่งออกในระดับสูง เช่น ธุรกิจยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ สิ่งทอ และกลุ่มที่พึ่งพาการก่อหนี้ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" นายพชรพจน์กล่าว
          สรรพากรลุยเก็บแวตอี-เซอร์วิส
          นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบส่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... เพื่อจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (e-Service) เสนอสภาผู้แทนราษฎรว่า กฎหมายดังกล่าว ทำให้กรมสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) กับผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ หรือแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ แม้จะไม่ได้มาจดทะเบียนในไทย ในปีแรกจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 3 พันล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะผลจากโควิด-19 ทำให้ออนไลน์เติบโตมาก
          นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับธุรกิจที่ถูกเก็บภาษีบริการจะมีหลากหลาย เช่น Netflix (เน็ตฟิก) ผู้ให้บริการออนไลน์ และมีโฆษณา เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ กูเกิล รวมถึงตัวกลางในการให้บริการจองโรงแรม เช่น บุ๊คกิ้ง อโกด้า ตัวกลางให้บริการต่างๆ เช่น อูเบอร์ รวมถึงผู้ให้บริการ อีคอมเมิร์ซ เช่น อเมซอน อีเบย์ ซึ่งในการเก็บภาษีนั้นไม่ใช่เก็บจากตัวสินเค้า เก็บจากการบริการ และการโฆษณา โดยผู้ประกอบการต่างชาติที่มาให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ถ้ามีรายรับเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เช่นเดียวกับผู้ให้บริการในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการในไทย ต้องเก็บแวตมาส่งให้สรรพากร
          แพลตฟอร์มดังพร้อมร่วมมือ
          "ก่อนหน้านี้โฆษณาเน้นตามทีวี แต่ขณะนี้ โฆษณาผ่านแพลตฟอร์มที่ดังๆ เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูบ แม้แต่ตัวกลางให้บริการจับแพะชนแกะ เช่น อูเบอร์ โดยเป็นการเก็บภาษีจากการให้บริการ ซึ่งเท่าที่หารือบริษัทดังกล่าวพร้อมดำเนินการตามกฎหมายไทย แม้ไม่ได้มาจดทะเบียนในไทยก็ตาม เพราะประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 60 ประเทศกำลังดำเนินการในลักษณะนี้ แม้แต่อินโดนีเซีย เพิ่งดำเนินการลักษณะเดียวกับของไทย และเริ่มเก็บภาษีไปแล้ว" นายเอกนิติกล่าว
          นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ในการปฏิบัติ มีวิธีการบังคับให้ส่งแวต หรือจดแวตในไทย สามารถนำส่งภาษีทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถใช้แนวทางการบังคับตามกฎหมายภาษี และใช้กลไกภาษีระหว่างประเทศ ซึ่งไทยมีการลงนามกระบวนการให้ความช่วยเหลือในการจัดเก็บภาษีระหว่างประเทศไปแล้ว โดยบางประเทศมีกฎหมายบังคับ เช่น บล็อกเว็บไซต์ บล็อกทรานเช็กชั่น ไม่ให้โอนเงินออกนอกประเทศ ซึ่งมีข้อสังเกตของกฤษฎีกาว่า เพื่อให้กฎหมายมีประสิทธิภาพ ควรมีกฎหมายอื่นที่จะใช้กำกับควบคู่ไปเหมือนกับบางประเทศที่ทำ ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภา
          เคาะแบ่งเงินอสมท-เอกชน50:50
          ที่สำนักงาน กสทช. มีการประชุมของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อพิจารณาเรื่องการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนในการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสทช. มีมติ ได้แก่ 1.การกำหนดระยะเวลาการถือครองคลื่นความถี่ของ อสมท เพื่อใช้กำหนดค่าทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ ให้นับเอาระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2562 ที่ กสทช. มีมติให้คืนคลื่นความถี่จนถึงวันที่ 3 เมษายน 2565 รวมเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี รวมกับระยะเวลาการพิจารณาสิทธิในการใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าวที่ทำให้ อสมท ขาดความชัดเจนในสิทธิการใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าว โดยเป็นเวลาตั้งแต่วันที่แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่มีผลบังคับใช้ (20 เมษายน 2555) ถึงวันที่ อสมท ได้รับทราบสิทธิการใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าว (23 กันยายน 2558) เป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน รวมทั้งสองช่วงเวลาเป็นระยะเวลาประมาณ 6 ปี 5 เดือน มูลค่าของการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 3,235,836,754 บาท
          นายฐากรกล่าวว่า 2.รับทราบและให้ อสมท ปฏิบัติตามหนังสือของ อสมท ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ต่อไป (ที่ได้เสนอแบ่งเงินค่าเยียวยา อสมท และบริษัทเพลย์เวิร์คคู่สัญญา ในสัดส่วน 50:50) และ 3.มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจ่ายเงินให้กับ อสมท ตามข้อ 2 และตามเงื่อนไขของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ แบ่งเป็น งวดที่ 1 ปี 2563 เป็นเงิน 146.33 ล้านบาท ขณะที่ ปี 2564-67 ยกเว้นไม่ต้องชำระตามเงื่อนไขการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนงวดที่ 2 ปี 2568 ถึงงวดที่ 7 ปี 2573 ชำระงวดละ 514.92 ล้านบาท
          'บิ๊กตู่'ไฟเขียวสอบแบ่งค่าคลื่น
          รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า จากกรณีนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา อ้างถึงเรื่องที่นายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพแรงงาน บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และพวก 20 คน ทำหนังสือร้องเรียนนายกฯ ผ่านศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงการแบ่งสัดส่วนเงินชดเชยคลื่นความถี่ 2,600 เมกะเฮิรตซ์ ให้แก่เอกชนคู่สัญญา (บริษัท เพลย์เวิร์ค) สัดส่วน 50:50 ตามที่ผู้บริหารระดับสูง อสมท เป็นผู้เสนอแบ่งที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้นั้น
          ทางปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเห็นว่า เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน อีกทั้งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ จึงเห็นควรมอบหมายให้นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแล อสมท เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงได้เสนอต่อนายกฯเพื่อพิจารณา ล่าสุดนายกฯ ทำหนังสือตอบว่าเห็นชอบให้ดำเนินการตามเสนอของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สอบข้อเท็จจริงแล้ว
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 12 มิ.ย. 2563 (กรอบบ่าย)--