ปชป.บี้"อนุทิน"-เร่งเชือด2สส.ไม่กักตัว

 ก้าวไกลชงรัฐบาล7ข้อ จัดงบ64ช่วยพ้นวิกฤต
          เด็กปชป.จี้ 'อนุทิน' เอาผิด 2 ส.ส.กระบี่และสงขลา พรรคภูมิใจไทย ไม่ยอมกักตัว 14 วันหลังกลับจากกทม. ขู่หากไม่ดำเนินการเจอคดีแน่ ฐานละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ 'เทพไท' ชงตัดงบลงทุนปี 2563 ทั้งหมด ดีกว่าตัด 20 เปอร์เซ็นต์ของทุกกระทรวง หวั่นกระทบการทำงานภาพรวม ด้าน 'สุดารัตน์' ซัดรัฐบาลแก้โควิด-19 ไม่ตรงจุด สะเปะสะปะ ยันควรให้ประชาชนตรวจฟรีมากที่สุด ส.ส.ก้าวไกลเสนอ 7 ข้อจัดทำงบปี 2564 ย้ำต้องคุมระบาดโควิด-ยกระดับขีดความสามารถด้านสาธารณสุข-พยุงเศรษฐกิจดูแลประชาชน โฆษกรัฐบาลโต้กลับ 'ปิยบุตร' อย่าสร้างความขัดแย้ง 'บิ๊กแดง' ผุดคู่มือทหารต้านภัยโควิด 'พุทธิพงษ์' โร่แจ้งความ เอาผิดทวิตเตอร์ กุข่าวปลอม
          โฆษกโต้'ปิยบุตร'เล่นเกมการเมือง
          เมื่อวันที่ 6 เม.ย. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ออกมาวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กรณีที่นายกฯเน้นย้ำถึง การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ขณะนี้ว่า ขอให้ทุกฝ่ายต้องเข้าใจว่า สถานการณ์ตอนนี้ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับสุขภาพประชาชนทั้งประเทศ เวลานี้ไม่ใช่มาสร้างความขัดแย้งหรือเล่นเกมการเมืองอย่างที่เคยเป็นมา บ้านเมืองกำลังมีปัญหา ประชาชนเดือดร้อน หมดยุคเล่นการเมืองแล้ว ต้องช่วยประชาชนก่อน
          โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า โรคโควิด-19 เป็นภัยของมนุษยชาติอย่างแท้จริง เป็นมหันตภัยระดับโลก ไม่ใช่แค่ระดับประเทศไทยที่รัฐบาล จะเอามาใช้เป็นเหตุทำรัฐประหารอย่างที่มีการ กล่าวหาแบบไม่มีความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตทั่วโลก ปรากฏให้เห็นอยู่แล้วว่าสถานการณ์รุนแรงเพียงใด มาตรการในต่างประเทศต่างเข้มข้นเพื่อรับมือกับการควบคุมโรคระบาด รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพเป็นหลัก เพื่อให้ทุกคนทุกฝ่ายผ่านพ้นกับเหตุการณ์นี้ไปได้ด้วยกัน
          ยัน'บิ๊กตู่'คิดรอบคอบ
          นางนฤมลกล่าวว่า การที่รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพ เพราะต้องการรักษาชีวิต ประชาชนคนไทยทั้งประเทศไว้ รวมถึงบุคลากร ทางการแพทย์ ที่ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ เพื่อให้คนไทยผ่านพ้นจุดวิกฤตตรงนี้ไปให้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่อย่างใด แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่มีใคร คาดคิดมาก่อน และยังไม่รู้ว่าจะจบสิ้นลงเมื่อไร มาตรการทุกอย่างที่ออกมา นายกฯได้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดกับชีวิตความเป็นอยู่และสิทธิของประชาชน จึงใช้มาตรการจากเบาไปแรง บนเงื่อนไขเดียว ที่เน้นย้ำมาตลอด คือ ชีวิตและสุขภาพของประชาชนสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด
          เตือนอย่าหลงเชื่อสื่อโซเชี่ยล
          ส่วนที่มีสื่อสังคมออนไลน์ตำหนิการทำงาน ของรัฐบาลในการแก้ปัญหาโควิด-19 นั้น นางนฤมลกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า การบริหารราชการแผ่นดินยังต้องใช้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินตามปกติอยู่ ที่ผ่านมา ได้ทำงานแบบบูรณาการกันผ่านศูนย์อำนวยการ แก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา โควิด-19 (ศบค.)ในทุกมิติ
          นางนฤมลกล่าวว่านายกฯยังมุ่งหวังให้ประชาชนเข้าใจ วางใจ และเชื่อมั่นในการทำงาน ของนายกฯ ระบบการทำงานของรัฐบาล และตัวบุคคลทั้งข้าราชการประจำและฝ่ายการเมือง แม้การทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนจำนวนมากอาจยากลำบาก และติดขัดบ้าง แต่หากประชาชนให้ความร่วมมือกับรัฐบาล จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น ขออย่าหลงเชื่อสื่อโซเชี่ยลบางสื่อที่สร้างข่าวเท็จขึ้นมา เพื่อหวังสร้างความแตกแยกในสังคม จนเกิดการโทษกันไปมาและทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
          'บิ๊กแดง'ทำคู่มือทหารต้านโควิด
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ได้สั่งการให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก (ศบภ.ทบ.) ที่มีพล.อ. ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เป็นผอ.ศบภ.ทบ. จัดทำคู่มือทหารต้านภัย โควิด-19 ให้กับผู้บังคับหน่วย เพื่อนำไปปฏิบัติ และแจกกำลังพลและครอบครัวทุกค่ายทหาร ซึ่งเป็นคู่มือการป้องกันโควิด-19 สำหรับบุคคล ฉบับแรกที่ออกในปี 2563 โดยขอให้กำลังพลทุกนายติดตามสถานการณ์ ให้ความร่วมมือให้ข้อมูลและปฏิบัติตามคำสั่งของกองทัพบกที่สั่งการไปแล้ว รวมทั้งปฏิบัติตามคู่มือเล่มนี้อย่างเคร่งครัด
          ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ กำชับกำลังพลว่า กองทัพบกมีหน้าที่เตรียมกำลังพล บุคลากรทางแพทย์และยุทโธปกรณ์ทุกประเภทให้มีความพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการควบคุม พิทักษ์ ปกป้องกำลังพลและครอบครัวของ กองทัพบก ดังนั้น กำลังพลทุกนายจำเป็น ต้องมีความรู้เกี่ยวกับมาตรการป้องกันโรค โควิด-19 เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดได้อย่าง มีประสิทธิภาพ รวมทั้งปฏิบัติตนได้ถูกต้องและเหมาะสม
          "ผมมีความห่วงใยสวัสดิภาพและสุขภาวะของกำลังพลทุกนาย จึงจัดทำคู่มือทหาร ต้านโควิด-19 ขึ้นมาเพื่อให้กำลังพลทุกนาย ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติตัว เพื่อป้องกันตนเองและครอบครัว ผมหวังอย่างยิ่งว่ากำลังพลทุกนาย และครอบครัว จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปลอดภัยจากโรคโควิด-19 เป็นกำลังสำคัญของ กองทัพบก ช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ วิกฤต ดังปณิธานว่าทหารเป็นที่พึ่งของประชาชน ในทุกโอกาส" พล.อ.อภิรัชต์ ระบุ
          ชทพ.หนุนตัดงบร้อยละ10
          นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงรัฐบาลจะตัดงบฯ 10 เปอร์เซ็นต์ของทุกกระทรวง มาใช้ออกมาตรการลดผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ว่า ตนเห็นด้วย โดยนำมากองรวมไว้ เพื่อเกลี่ยไปใช้จ่ายเรื่องสำคัญในยามฉุกเฉินจำเป็นก่อน ควบคู่กับใช้งบกลาง อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องกู้เงิน ก็ควรทำให้เต็มที่ โดยใช้แหล่งที่มาภายในประเทศ กู้เงินจากประชาชนออกเป็นพันธบัตร รัฐบาล นำเงินในอนาคตมาใช้ โดยไม่กระทบต่อการเงินการคลังเพื่อแปลงเงินมาเป็นทรัพย์ให้ประเทศ นำมาจ้างงานในพื้นที่ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องตกงาน อัดเงินลงไปสู่ระดับล่างผ่านกลไกของระบบสหกรณ์และรัฐวิสาหกิจชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงประโยชน์ที่จะตกแก่ทุนใหญ่ ไปทำเรื่องแหล่งน้ำรองรับภาคเกษตร พัฒนาศักยภาพให้ไทยเป็นหน่วยพลาธิการของโลก เพราะจากนี้ อาหารจะมีความจำเป็นมาก ทั้งนี้ ไม่ต้องกังวลว่า กู้เงินแล้วจะมีทุจริต เพราะหากพบว่าในยามทุกข์เข็ญยังมีการใช้งบฯในทาง มิชอบ คนที่เกี่ยวข้องจะมีโทษทางสังคมรุนแรงกว่าโทษทางกฎหมายหลายเท่า จนไม่มีใครกล้า เพราะจะเป็นบาปต่อแผ่นดินติดตัวไปตลอด
          เทพไทย้ำตัดงบลงทุนสู้โควิด
          นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ขณะนี้ มีกระแสข่าวว่านายกฯ ให้ตัดงบประมาณของทุกกระทรวง 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นวงเงิน 6.6 แสนล้านบาท ซึ่งอาจจะกระทบต่อภาพรวมในการทำงานของแต่ละกระทรวงได้ ตนยังยืนยันความคิดเดิม ต้องการให้รัฐบาลตัดงบลงทุนทั้งหมดในงบประมาณปี 2563 ซึ่งมียอดวงเงิน 6.9 แสนล้านบาท ซึ่งมียอดเงินรวม สูงกว่าการตัดงบฯ 20 เปอร์เซ็นต์จากทุกกระทรวง และจะมีผลกระทบเฉพาะโครงการในการลงทุนหรือการพัฒนาเท่านั้น ถ้ารัฐบาลหยุดโครงการก่อสร้างต่างๆ ใน 1 ปี จะไม่สร้าง ความเสียหายต่อการพัฒนาประเทศมากนัก
          นายเทพไทกล่าวว่า รัฐบาลต้องนำเงินจากงบด้านการลงทุนทั้งหมดไปเป็นค่าใช้จ่ายใน 2 ส่วนคือ 1.สู้กับโควิด-19 จัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ จัดซื้อเครื่องตรวจเชื้อโควิด-19 ราคาเครื่องละ 15 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาลประจำจังหวัดทุกแห่ง เพื่อตรวจหา เชื้อฟรีให้กับทุกคน ขยายโรงพยาบาลเตรียมรองรับผู้ป่วยและการรักษาฟรี จัดเป็นสวัสดิการ ให้กับแพทย์-พยาบาล และบุคลากรด้านสาธารณสุขทุกคน จัดซื้อหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์แจกจ่ายให้กับประชาชน ทั่วประเทศ และ 2.ใช้เป็นเงินเดือนให้กับผู้ได้รับ ผลกระทบจากเชื้อโควิด-19 ทุกสาขาอาชีพ เช่น คนจน คนหาเช้ากินค่ำ คนตกงาน คนเร่ร่อน คนไม่มีจะกิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เป็นค่าเช่าที่อยู่อาศัย
          ส่วนที่รัฐบาลจะออกพ.ร.ก. 3 ฉบับ เพื่อนำมาใช้สู้กับวิกฤตไวรัสนั้น นายเทพไท กล่าวว่า ในฐานะส.ส.พร้อมสนับสนุน และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเต็มที่ ขอให้รัฐบาลยึดหลักการรักษาชีวิตของคนไทยไว้ให้ได้ ก่อนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ในโอกาสต่อไป เพราะชีวิตของประชาชน ต้องมาก่อน และมีความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด
          จี้ยกเลิกโครงการที่ไม่จำเป็น
          นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธานส.ส.พรรค ปชป. กล่าวถึงการปรับลดงบประมาณปี 2563 เพื่อนำเงินมา ใช้จ่ายสู้กับโควิด-19 ว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ ฝากข้อสังเกตให้นายกฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ดังนี้ 1.กำหนดเป้าหมายการปรับลดงบของแต่ละกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ให้ชัดเจน 2.ปรับลดงบที่ยังไม่จัดซื้อจัดจ้าง ให้เลื่อนเวลาออกไปก่อน รวมถึงงบที่อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง หรือระหว่างการเบิกจ่ายให้ระงับไว้ก่อน 3.ให้ตรวจสอบว่าตั้งแต่นายกฯ เคยประกาศให้หน่วยงานต่างๆ ปรับลดงบตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.ถึงปัจจุบัน มีหน่วยงานใดเร่งทำสัญญาใช้เงินไปแล้วบ้าง ถ้ามีก็ให้นำกลับมาพิจารณาใหม่ และ 4.ยกเลิกโครงการที่ยังไม่จำเป็นต้องทำในเวลานี้ออกไปก่อน
          "หากสามารถปรับลดงบประมาณปี 2563 ที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในขณะนี้ได้มากเท่าไร จะช่วยให้เราใช้เงินกู้น้อยลงและมีเงินเพียงพอใช้จ่ายตามมาตรการป้องกันโควิด-19 รวมทั้งมีเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงขอฝากนายกฯ พิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย" นายองอาจกล่าว
          โวย 2 สส.ภท.ไม่ยอมกักตัว
          นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคปชป. โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง 158 คนไทย กับ 2 ส.ส. ภูมิใจไทย ที่ปฏิเสธไม่ยอมกักตัว จิตสำนึกและมาตรฐานทางกฎหมายที่ทุกคนต้องเท่าเทียมว่า ปัญหาการปฏิเสธกักตัวของ 158 คนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ จนเกิดความวุ่นวายที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการของภาครัฐที่ยังมีช่องโหว่ และการบังคับใช้กฎหมายยังไม่เคร่งครัด รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน เพื่อให้การบริหารสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
          นายเชาว์ระบุว่า ก่อนหน้านี้ 2-3 วันมีข่าวว่า นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย เดินทางกลับจากกรุงเทพฯ เข้า พื้นที่จ.สงขลา เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ซึ่งขณะนั้น มีหนังสือเวียนของอธิบดีกรมควบคุมโรค แจ้งผู้ว่าฯ ในฐานะประธานโรคติดต่อจังหวัดว่า ใครกลับภูมิลำเนาจากพื้นที่เสี่ยงกทม.และปริมณฑล ต้องกักตัว 14 วัน แต่นายณัฏฐ์ชนนท์ ไม่กักตัว แถมยังลงพื้นที่พบปะชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนที่ใกล้ชิดตกอยู่ในความเสี่ยง นอกจากนี้ยังมีกรณีนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ที่ปรากฏ คลิปวิดีโอถ่ายทอดสดในเฟซบุ๊กคนภูมิใจไทยวันที่ 3 เม.ย.ว่าอยู่ที่กระทรวงการคลัง กับนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเดินทาง กลับจ.กระบี่ วันที่ 4 เม.ย.แล้วลงพื้นที่ทันที โดยไม่มีการกักตัว 14 วันเช่นกัน ซึ่งการต่อสู้กับ โรคนี้ต้องอาศัยความร่วมมือ คนที่มีตำแหน่งสำคัญต้องเป็นเยี่ยงอย่าง รวมถึงเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่า จะเป็นรัฐมนตรี ส.ส. ข้าราชการระดับสูงหรือประชาชนธรรมดา ถ้ามาจากพื้นที่เสี่ยงต้องกักตัว 14 วัน
          จี้'อนุทิน'เร่งเอาผิดลูกพรรค
          นายเชาว์ระบุต่อว่า กรณีนายณัฏฐ์ชนน ทราบว่านายศิริโชค โสภา อดีตส.ส.สงขลา ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และส่งจดหมายผ่านทางไลน์ส่วนตัวไปแล้ว ส่วนกรณีนายสฤษฏ์พงษ์ ข้อมูลปรากฏชัดในเฟซบุ๊กของพรรคเอง แต่นายอนุทินกลับไม่ ดำเนินการใดๆ เพื่อจัดการให้ลูกพรรคปฏิบัติตามกฎการควบคุมโรค แล้วจะไปบอกให้ประชาชนร่วมมืออย่างเคร่งครัดได้อย่างไร ที่สำคัญ อาจหมิ่นเหม่ต่อการปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะนายอนุทินในฐานะผู้รักษาการตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ ทราบเรื่องร้ายแรงแล้วกลับนิ่งเฉย ไม่ยอม สั่งการหรือดำเนินการใดๆ ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคในท้องถิ่นออกคำสั่งกักตัว 14 วัน 2 ส.ส. เหมือนกับกรณีประชาชนที่เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงที่ทุกคนต้องถูกกักตัวไม่มีข้อยกเว้น
          "ผมขอเรียกร้องนายอนุทินอีกครั้งให้รีบดำเนินการกับ 2 ส.ส.ในสังกัด อย่างน้อยเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างให้ประชาชนปฏิบัติตาม แต่หากยังไม่ดำเนินการใดๆ ผมถือว่านายอนุทินละเมิดกฎหมายที่ตนเองเป็นผู้รักษาการอย่างไม่น่าอภัย ถึงเวลานั้นผมจะร้องทุกข์กล่าวโทษกับนายอนุทินให้เป็นคดีตัวอย่าง เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาการเมือง แต่เป็นเรื่องบ้านเมือง ที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม สังคมจึงจะอยู่รอดปลอดภัยในสถานการณ์วิกฤต โควิด-19" นายเชาว์ระบุ
          'หน่อย'ฉะรัฐบาลแก้ไม่ตรงจุด
          คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้ครบ 16 วันที่สั่งปิดกิจการห้างร้าน ต่างๆ ในกรุงเทพฯ โดยไม่มีมาตรการใดๆ รองรับ ทำให้คนแตกตื่นกลับต่างจังหวัดกว่าแสนคน ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินปิดหลายจังหวัด ตั้งด่าน สั่งเคอร์ฟิว แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่ง ทั้งกทม.และต่างจังหวัดไปกว่า 2,000 รายแล้ว และยังไม่มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งมีอำนาจล้นฟ้าจากพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ยังออกมาตรการสะเปะสะปะ ไม่ชัดเจนครบถ้วน เปลี่ยนไปมา เหมือนเด็กเล่นขายของ
          คุณหญิงสุดารัตน์ระบุด้วยว่า ตนและ พท. ได้เสนอยุทธการ 21 วันสยบโควิด มาตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค. ถ้ารัฐบาลทำตามตั้งแต่วันนั้นป่านนี้เราคงควบคุมการระบาดให้สยบลงได้แล้วในระดับหนึ่ง หลักการง่ายๆ ของการควบคุมการระบาดของโรคมีอยู่ 2 ข้อ คือ 1.ป้องกันผู้ติดเชื้อใหม่ ไม่ให้เข้าประเทศ โดยห้ามการเดินทางเข้าประเทศ หรือกักตัว 14 วัน ซึ่งควรทำมาตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว แต่ปล่อยให้เละเทะมาถึงวันนี้ อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันก่อน 2.ค้นหาผู้ติดเชื้อในประเทศให้ได้มากที่สุด และเร็วที่สุด โดยใช้กลไกกระทรวงสาธารณสุข และมหาดไทย ปูพรมตรวจหาผู้ติดเชื้อทุกหมู่บ้าน ผู้ติดเชื้อที่ป่วยรีบส่งตัวเข้าโรงพยาบาล ส่วนผู้ติดเชื้อที่มีอาการป่วยน้อยใช้โรงแรมเป็นที่กักตัว เฝ้าดูอาการจนหายดี ตรวจไม่พบเชื้อแล้วจึงให้กลับบ้าน
          ยันควรให้ประชาชนตรวจโควิดฟรี
          คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่า หัวใจหลักคือ ต้องให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจโควิด-19 ฟรี ให้ได้มากที่สุด วิธีนี้หลายประเทศทำสำเร็จ สยบการระบาดได้จนประชาชนกลับมาทำมาหากินได้ ทั้งจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ แม้แต่บิล เกตส์ เพิ่งเสนอว่าการเร่งตรวจหา ผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุดเท่านั้นจึงจะสยบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เช่นกัน ปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้คือ เรื่องชุดตรวจที่มีข่าวทุจริต และต้องทะลวงคอขวดของระบบราชการ ให้นำเข้าชุดตรวจให้ได้เร็วที่สุด รวมทั้ง มีมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลในประเทศ ที่มีการพัฒนาชุดตรวจได้ ก็ให้รีบสนับสนุนงบโดยด่วน
          "ขอให้พล.อ.ประยุทธ์หยุดโทษประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แล้วหันมาเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพ การทำงานของรัฐบาลอย่างเร่งด่วน ยิ่งช้าคนป่วย ยิ่งมากขึ้น จนเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุข ของไทย และแพทย์จะรับมือไหว เศรษฐกิจจะพังพินาศ คนไทยจะยากลำบาก ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอด้วยความปรารถนาดี ดิฉันเชื่อมั่น ในความสามารถของระบบสาธารณสุขของไทย และความสามารถของคณะแพทย์พยาบาล จึงมั่นใจว่าถ้าฝ่ายนโยบายได้กำหนดนโยบายได้ถูกต้อง และสนับสนุนการทำงานของแพทย์ อย่างเต็มที่ เราจะควบคุมการระบาดของโรคได้ภายในเร็ววัน และลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ของเราลงได้ โปรดอย่าคิดว่า เป็นข้อเสนอของฝ่ายค้าน แล้วนายกฯ ฟังไม่ได้ ถ้ารัฐบาลนำไปทำแล้วสำเร็จ ประชาชน จะสรรเสริญชื่นชมรัฐบาล ไม่ใช่ฝ่ายค้าน" คุณหญิงสุดารัตน์ระบุ
          สิระชงตัดเงินเดือนขรก.การเมือง
          นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งตัดเงินเดือนของข้าราชการการเมืองทั้งหมด เพื่อนำเงินไปใช้แก้ ปัญหาโควิด-19 ซึ่งสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้ม ว่าจะคลี่คลาย แต่เสี่ยงจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ข้าราชการการเมืองทั้งหมด ควรเสียสละเพื่อบ้านเมืองและประชาชน ด้วยการไม่รับเงินเดือน ไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น
          นายสิระกล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาทั้งส.ส. และส.ว. 750 คน คิดเป็นตัวเลขเฉลี่ยที่คนละ 120,000 บาท หากไม่รับเงินเดือน นำมาช่วยประเทศทำสงครามสู้กับโรคโควิด-19 จะได้เงินเดือนละ 90 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินเดือนของที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรี อบจ. อบต.และส่วนอื่นๆ อีกมาก หากตัดเงินเดือนข้าราชการการเมืองทั้งหมด จะมีเงินไปใช้ช่วยเหลือประชาชนหลายพันล้านบาทต่อเดือนอย่างแน่นอน เพราะการจะไปคาดหวังให้ทุกคนบริจาคเงินตรงส่วนนี้คงยาก ฉะนั้นการสั่งงดจ่ายเงินเดือนน่าจะทำได้สะดวกที่สุด ตนพร้อม และยินดีไม่รับเงินเดือนส่วนนี้
          ก้าวไกลเสนอ 7 ข้อจัดทำงบฯ 64
          น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงข้อเสนอ จัดสรรงบประมาณประจำปี 2564 ที่เตรียม เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในช่วง เดือนพ.ค.ว่า จากที่ครม.มีมติเห็นชอบใน รายละเอียดแล้วนั้น เมื่อพิจารณาพบว่า ไม่มีการ เปลี่ยนการจัดสรรงบฯ ยังคงจัดสรรรูปแบบเดิม ไม่ได้จัดความสำคัญ ไม่ได้เตรียมรับมือกับวิกฤตโควิดที่อาจลากยาว ถ้าเราไม่ทบทวน คาดว่าจะเจอปัญหาเดิมๆ เช่น งบกลางที่ใช้หมดไปโดยไม่พอเยียวยาปัญหาปากท้อง อุปกรณ์การแพทย์ หรือการกู้เงินอีกมหาศาลที่ไม่รู้จะใช้หมดเมื่อใด ขณะที่งบฯจัดซื้ออาวุธต่างๆ ยังอยู่ครบ ดังนั้น จึงมี 7 ข้อเสนอจัดสรร งบประมาณปี 2564 ดังนี้
          1.ต้องจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ เปรียบเหมือนกระเป๋าเดินทางที่ต้องเทของเก่าออกให้ หมดก่อน แล้วเริ่มจัดใหม่ เพราะตอนนี้เราเข้าสู่ สถานการณ์ไม่ปกติ หากยังจัดทำงบฯแบบเดิม นำของปีก่อนหน้านี้มาขยับขึ้น ย่อมแสดงว่าหน่วยงานรัฐไม่ยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อนำ ไปให้กับภารกิจที่มีความสำคัญมากกว่า 2.จัดลำดับความสำคัญใหม่ โดยงบประมาณปี 2564 ควรตั้งเพื่อเป้าหมายความมั่นคงทางด้านสุขภาพ และการเยียวยาปากท้องประชาชน ดังนั้น กระทรวงที่ควรได้รับเพิ่ม ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข งบกลางสำรองใช้จ่ายฉุกเฉิน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน เป็นต้น
          ทบทวนงบผูกพัน-ปฏิรูปราชการ
          3.ต้องรีดไขมันให้เรียบ งบฯไม่จำเป็น เช่น รับรองแขก ดูงานต่างประเทศ อบรมสัมมนา รถประจำตำแหน่ง ต้องเอาออกให้หมด ไม่เว้น แม้แต่ในกระทรวงที่เราจัดลำดับความสำคัญเป็นพิเศษ 4.เพิ่มงบกลาง เตรียมความพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในอนาคต เพื่อความยืดหยุ่นในการใช้จ่าย 5.เร่งปฏิรูประบบราชการ ยามวิกฤต สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนว่า รัฐไทยยังไม่มีความสามารถรับมือกับวิกฤตได้ นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นำไปสู่การปฏิรูปหลายอย่าง เช่น การบินไทยที่ประสบปัญหาขาดทุนหรือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มาช่วยเหลือ บริการสาธารณะในช่วงที่ประชาชน ไม่สามารถออกจากบ้านได้
          6.ทบทวนสัญญางบฯผูกพันที่รัฐเคยทำ มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นซื้ออาวุธ หรือโครงการเมกะ โปรเจ็กต์ด้านคมนาคมที่ซ้ำซ้อน เกินความจำเป็น ไม่คุ้มค่า เวลานี้เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลจะทบทวน และ 7.ต้องรอบคอบยิ่งขึ้น ในการก่อหนี้ผูกพันใหม่ เพราะจากนี้ ประเทศยังจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฟื้นฟูประเทศให้กลับมาอีกครั้ง ดังนั้น ก่อนก่อหนี้ผูกพันใหม่ ต้องคำนึงถึงภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้น ถ้าไม่เป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชนก็ไม่จำเป็น
          ย้ำตอบโจทย์คุมโรค-พยุงเศรษฐกิจ
          ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรค ก้าวไกล กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2564 ต้องตอบโจทย์ 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1.ควบคุมการระบาดของโควิด-19 ไม่ให้ เกินขีดความสามารถในการรักษาพยาบาล 2.การยกระดับขีดความสามารถของระบบสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาลสนาม อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องช่วยหายใจ ยา เวชภัณฑ์ ระบบติดตามการรักษาตัวของผู้ป่วยอาการ ไม่หนักที่กักตัวอยู่บ้าน และ 3.การพยุงเศรษฐกิจ การดูแลประชาชน คนตัวเล็กตัวน้อย ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตโควิด และวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ได้
          'พุทธิพงษ์'แจ้งความข่าวปลอม
          นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า จากกรณีมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ ชื่อ @nmgfounder โพสต์ข้อความระบุความจริงคือ รัฐมนตรี เฟกนิวส์อยู่เบื้องหลังสาเหตุของการตายของม้า ในประเทศไทย เลยพยายามทำข่าวปลอมมากลบ ข่าวจริง ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และทำให้เสียหาย ตนได้มอบอำนาจให้นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรี แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสน. พญาไท เพื่อดำเนินคดีผู้ใช้ทวิตเตอร์ดังกล่าว
          นายพุทธิพงษ์ ระบุด้วยว่า การดำเนินการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเป็นกลางและ เป็นไปโดยเคร่งครัดตามบทบาทและภารกิจ ข้อเท็จจริงที่จะเผยแพร่สู่สาธารณชนต้องตรวจสอบอย่างถูกต้องตามกระบวนการจากหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น ด้วยความละเอียดรอบคอบ คำนึงถึงมาตรฐานของการตรวจสอบความจริง โดยมีผอ.ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เป็นผู้สั่งการ ซึ่งรัฐมนตรีไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากมีกรณีพาดพิงหรือใส่ความทำให้เสียหายจะดำเนินคดีกับผู้กระทำดังกล่าวทุกกรณีให้ถึงที่สุด
          โปรดเกล้าฯประธาน-ตลก.ศาลรธน.
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม ประกาศแต่งตั้ง นายวรวิทย์ กังศศิเทียม เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายนภดล เทพพิทักษ์ เป็นตุลาการศาลรัฐธรมนูญ แทนตุลาการที่ครบ วาระ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป