เปิดโรดแม็พกระทรวงดิจิทัลฯ ปี 63

กัญณัฏฐ์ บุตรดี
          Kanyanat25@gmail.com
          กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ถือเป็นอีกกระทรวงหลักในการกำหนดนโยบาย ผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุก ๆ ภาคส่วน ซึ่งการจะขับเคลื่อนนโยบายให้เดินหน้านั้น ก็ต้องอาศัยผู้นำที่มีความสามารถเช่นกัน
          "นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส กล่าวว่าในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา มีโครงการที่กระทรวงดีอีเอสพยายามผลักดันและดำเนินการจนสำเร็จ เช่น การจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (เฟกนิวส์) เพื่อคอยสอดส่อง และเผยแพร่ข่าวที่ถูกต้อง จัดการข่าวปลอม พร้อมทั้งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดตามกฎ หมาย
          อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ต่อไปจะเน้นที่ต้นเหตุ คือ ให้ความรู้ ถ้าพิจารณาได้ว่าอะไรไม่จริงก็จะไม่แชร์ โดยในปี 2563 กระทรวงดีอีเอสจะมีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษา ธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พัฒนาคอนเทนต์สำหรับผู้สูงอายุ และเน้นให้เกิดความเข้าใจในการสื่อสารสำหรับประชาชน
          "คาดหวังว่าเฟกนิวส์จะน้อยลง ที่ผ่านมาเราแก้ไขที่ปลายเหตุ จากนี้ไปจะเริ่มพัฒนาให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าข่าวไหนเป็นเฟคนิวส์ก็ไม่ต้องแชร์ ทั้งนี้จะต้องทำกิจกรรมกับภาคการศึกษา เพื่อให้ความรู้ เราพยายามพัฒนาในเรื่องของการสื่อสาร ส่วนการทำคอนเทนต์ให้ผู้สูงอายุนั้น ต้องยอมรับว่ามีผู้สูงอายุจำนวนมากชอบเล่น โซเชียลมีเดีย แต่ไม่มีใครทำสื่อเพื่อผู้สูงอายุ อาทิ การเลี้ยงหลานอย่างไร ควรกินอย่างไร แกว่งแขนวันละเท่าไหร่ เที่ยวที่ไหน หรือไหว้พระที่ไหน เป็นต้น เราจะปล่อยให้คนกลุ่มนี้ใช้คอนเทนต์ของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ ถือว่าไม่ตรงจุด"
          นอกจากนี้ยังได้ผลักดัน 2 รัฐวิสาหกิจ คือบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยกระทรวงดีอีเอส ได้พยายามผลักดันให้ทั้งคู่เข้าร่วมประมูล 5G ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดให้มีการประมูลวันที่ 16 ก.พ.2563 เพื่อนำคลื่นความถี่มาให้บริการประชาชน โดยเน้นการใช้ประโยชน์ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม สาธารณสุข และการศึกษา เป็นต้น
          ทั้งนี้ นอกจากการประมูลเพื่อให้ได้คลื่นความถี่มาเปิดบริการแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อสภาพเศรษฐกิจไทย เพราะหากประเทศไทยไม่สามารถผลักดันให้ 5G เกิดขึ้นโดยเร็ว จะทำให้ต่างชาติที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มี 5G แทนประเทศไทย อาจส่งผลให้ประชาชนคนรุ่นหลังต้องย้ายฐานการทำงานไปประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย
          สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2563 จะเร่งผลักดันให้การควบรวมบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัททีโอทีจำกัด (มหาชน) เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ได้โดยเร็ว เพราะการทำงานค่อนข้างใกล้เคียงกัน การควบรวมไม่ได้ตัดคนแต่เป็นประโยชน์โดยตรง ซึ่งที่ผ่านมา ได้หารือกับผู้บริหารทั้ง 2 หน่วยงานมาตลอด โดยเข้าใจดีถึงหลักการความร่วมมือให้บริการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและพนักงานของทั้ง 2 บริษัท
          นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ทั้งทีโอทีและแคทไม่ควรแข่งขันกัน และยิ่งไปกว่านั้นปี 2568 โครงข่ายโทรคมนาคมในระบบสัมปทานจะหมด ดังนั้นตนจะผลักดันให้ทั้งทีโอทีและแคท เข้าประมูล 5G ที่ กสทช. จะเปิดประมูลในปีหน้า
          "รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 องค์กร มีศักยภาพสามารถที่จะแข่งขันกับเอกชนได้ อีกทั้ง ทีโอที และ แคท มีศูนย์บริการทั่วประเทศ ถือว่าเป็นจุดแข็ง ซึ่งหากได้คลื่นความถี่มาทำ 5G จะเกิดประโยชน์ในการเอามาใช้ให้บริการของภาครัฐต่อประชาชน ทั้งการให้บริการในด้านอุตสาหกรรม สาธารณสุข การศึกษา เป็นต้น ถือเป็นโอกาสของ ทีโอที และ แคท ที่จะพัฒนาบริการมาต่อยอด ไม่นับรวมการเปลี่ยนโทรศัพท์บ้านเป็นดิจิทัลเป็นโอกาสรองรับบริการด้านไอโอที (Internet of things) และบริการใหม่ ๆ"
          นอกจากนี้ การได้คลื่นความถี่มาให้บริการทั้งโรงเรียน โรงพยาบาลในยุคนี้ต้องใช้ 5G เพื่อการบริการ ถ้าไม่มีภาครัฐเลยก็ต้องไปใช้บริการจากเอกชนที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนด้านธุรกิจ ก็สามารถให้บริการในด้านอุตสาหกรรมทั้งประเทศได้
          ในส่วนของธุรกิจด้านความปลอดภัย อาทิ กล้องวงจรปิด ทั้งบ้าน หรือร้านค้าต่างๆ หากมีการติดตั้ง ระบบเตือนภัยจะแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือมายังเจ้าของบ้าน หรือ เจ้าของร้านค้า หากพบว่ามีคนหน้าตาไม่ไว้วางใจมายืนอยู่หน้าบ้านหรือหน้าร้าน เป็นต้น
          สำหรับการต่อยอดบริการเน็ตประชารัฐนั้น กระทรวงดีอีเอส จะทำให้ประชาชนได้ใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้คุ้มค่าครอบคลุมทุกพื้นที่มีสัญญาณทั้งอัพโหลดและดาวน์โหลดที่ 200/100 เมกะบิตต่อวินาที การให้บริการจะเปิดให้เอกชนเข้าประมูลเพื่อให้บริการ ซึ่งจะได้บริการที่มีคุณภาพและทั่วถึง
          ขณะที่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังมีภารกิจท้าทายที่ต้องแข่งขันกับเอกชนโดยจะต้องผลักดันให้ที่ทำการไปรษณีย์ มีประโยชน์ในด้านการทำอีคอมเมิร์ซ ทำแบรนด์ดิ้งให้สินค้าชุมชน เป็นต้น เพราะจุดแข็งของไปรษณีย์ไทย คือมีที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ จึงเหมาะที่จะเป็นจุดจำหน่ายสินค้าของชุมชน และพัฒนาบริการขนส่งสินค้าให้รวดเร็ว ทั่วถึง โดยให้เจ้าหน้าที่ไปรับสินค้าที่บ้านและนำส่งอย่างรวดเร็ว ให้ไปรษณีย์ไทยเป็นเหมือนโลจิสติกส์ให้ชาวเกษตรกร โดยไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง
          นอกจากนี้ จะต้องผลักดันสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) อาทิ การกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ บล็อกเชน ที่ยังไม่เคยมีการกำหนดมาตรฐานจริง ๆ ว่าคืออะไร, ระบบการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ว่าจะใช้อย่างไร เพราะว่าหากมีการส่งไปแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลายเซ็นที่ส่งไปคือของคนคนนั้นจริง ๆ เป็นต้น
          ส่วนสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ต้องทำงานใหญ่ทั้งงาน เวิลด์ เอ็กซ์โป ที่ดูไบ ทำสมาร์ทซิตี้ และขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัล
          "จะเดินทางไปโรดโชว์อย่างน้อย 3 ประเทศ ประกอบด้วย อเมริกา เบื้องต้นมี 6 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะดึงมาที่ไทยแลนด์ ดิจิทัล วัลเลย์ หรือ ไทยแลนด์ ดิจิทัล พาร์ค เป็นต้น เพราะตอนนี้ได้เจรจาเบื้องต้นแล้ว พบว่าบริษัทต่างประเทศยังลังเลระหว่างการลงทุนในประเทศไทยกับเวียดนาม ประเทศที่ 2 คือจีน ขณะนี้มีบริษัทที่สนใจอยากร่วมทุนอยู่แล้ว และประเทศสุดท้ายคือ ญี่ปุ่น"
          สำหรับกรมอุตุนิยมวิทยานั้น ต่อไปจะต้องมีความแม่นยำขึ้น โดยจะต้องเพิ่มเครื่องมือตรวจวัดโดยประมาณ การเบื้องต้นไว้อีก 100 เครื่อง งบประมาณ 300 ล้านบาท จากปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องตรวจวัดอยู่ 125 เครื่อง ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นมีถึง 3,500 เครื่อง ซึ่งหากเป็นไปได้ จะไปช่วยในเรื่องของการเกษตร ที่ประชาชนจะได้วางแผนการทำเกษตรกรรมได้ว่า จะมีฝนตกหรือไม่ตกตอนไหนอย่างไร ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก
          มาดูกันว่านโยบายและสิ่งที่รมว.ดีอีเอส ในยุค "พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์" จะเดินหน้าและขับเคลื่อนได้ขนาดไหน โดยเฉพาะประเด็นการควบรวมหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่าง "ทีโอที-แคท" ที่มีรมว.หลายท่านพยายามควบรวมแต่ก็ไม่สำเร็จ.