ปลัดดีอีเร่งเน็ตประชารัฐ-เชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ

ปลัดดีอีคนใหม่รับไม้ต่อผลักดันไทยแลนด์ 4.0 "เน็ตประชารัฐ-บิ๊กดาต้า- รีสกิลข้าราชการ-ปลดล็อก กม." เดินหน้าตั้งสถาบัน IoT ขีดเส้น 3 เดือน อบรมตัวแทนชุมชน 24,700 หมู่บ้าน-อัพเกรดฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐเสร็จ สิ้นปีดันบอร์ดดีอีเคาะวิธีเชื่อม โครงข่าย-ค่าบริการเน็ตประชารัฐ
          นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้รับการทาบทามให้มารับตำแหน่งเพื่อสานต่อการทำงานขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งกระทรวงดีอีมีหน้าที่สำคัญ ในการผลักดันให้ภารกิจในการนำดิจิทัลมาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเดินหน้าต่อได้
          โดยมีงานสำคัญ ได้แก่ 1.ผลักดัน "เน็ตประชารัฐ"ที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากให้เกิดการใช้ประโยชน์ โดยในสิ้นปี ทีโอทีจะติดตั้ง 24,700 หมู่บ้าน เสร็จ ทำให้งานหลักใน 3 เดือนแรก คือการปูพื้นฐานความรู้ให้ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้มาก่อนทำให้องค์ความรู้ต่าง ๆ อาจไปไม่ถึง จึงต้องสร้างการรับรู้ความเข้าใจการใช้งาน
          "ดีอีจะเป็นแกนกลางในการนำความรู้แอปพลิเคชั่นของภาครัฐที่มีและเป็นประโยชน์ การขายสินค้าและบริการที่มีผ่านไปรษณีย์ไทยอยู่แล้วไปสร้างความรู้แก่ประชาชน ออกแบบหลักสูตร ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ, สาธารณสุข และมหาดไทย อบรมให้ความรู้ ตั้งแต่ พ.ย. รวมกลุ่มตัวแทนแต่ละหมู่บ้านอย่างน้อย 1 คน เข้าอบรมในลักษณะเทรนเดอะเทรนเนอร์ เพื่อให้ไปอบรมคนในชุมชนต่อใน 6 เดือนจะครอบคลุมทุกพื้นที่"
          ขณะที่วิธีการเชื่อมต่อกับโครงข่ายเน็ตประชารัฐ และค่าบริการสำหรับประชาชนในพื้นที่ นอกเหนือจากจุดบริการฟรีไวไฟหมู่บ้านละ 1 แห่ง ไม่เกินสิ้นปีจะได้ข้อสรุป
          "การเปิดให้เอกชนมาเชื่อมกับเน็ตประชารัฐ หลักการคือเป็นโอเพ่นแอ็กเซสให้ทุกราย ส่วนค่าบริการ รมว.ดีอีต้องพิจารณาหลายส่วน ทั้งความพร้อมในการจับจ่ายของชุมชน ที่ให้สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจแล้ว ต้นทุน และความเป็นธรรมในการทำธุรกิจ บอร์ดดีอีจะพิจารณาหลักเกณฑ์"
          2.ทำให้เกิดฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าประเทศไทย เป็นภารกิจตกค้างตั้งแต่ ม.ค. 2559 ดีอีมีหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง และมีสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการ บูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐ รองรับการวางนโยบายและบริการของภาครัฐ รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ที่ผ่านมาติดขัดเรื่องกฎระเบียบของแต่ละหน่วยงาน ทั้งในส่วนชั้นความลับข้อมูล ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจต้องแก้ไขกฎหมาย
          "นายกฯมอบหมายให้รองนายกฯประจิน (จั่นตอง) ดูแลต่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของข้อมูลภาครัฐ การให้บริการประชาชน มีมติตั้งแต่ ก.ค.ว่า บริการประชาชนต้องไม่ขอสำเนาบัตร เพราะเชื่อมโยงฐานข้อมูลสำนักทะเบียนกลางแล้ว มี 39 บริการที่ไม่ต้องใช้สำเนาบัตร และอีกกว่า 100 แห่งที่ขอเชื่อมโยง นายกฯให้เสร็จใน 3 เดือน"
          และในปีงบประมาณ 2561 ส่วนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต้องมีแผนที่ทั้งหมดในอัตราส่วน 1:4,000 แผนบริหารจัดการน้ำของแต่ละหน่วยงาน บริการประชาชนที่ต้องเชื่อมฐานข้อมูลบัตรประชาชนเป็นหนึ่งเดียวที่ใช้เลข 13 หลักแทนเลขอื่น และงานของสภาความมั่นคงที่จะรองรับข้อมูลสำหรับการตัดสินใจของรัฐบาล
          3.ภารกิจสานต่อกฎหมายต่าง ๆ ทั้งไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ข้อมูลส่วนบุคคล รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และกฎหมายอื่นที่รองรับการใช้ข้อมูลดิจิทัล โดยขั้นตอนต้องไม่มาติดขัดที่กระทรวงดีอี หรือสำนักงานปลัดกระทรวงเด็ดขาด
          "การบริหารจัดการต้องปรับเปลี่ยนไมนด์เซต และคนในสำนักปลัดดีอี รวมถึงมอบหมายนโยบายให้หน่วยงานใต้สังกัดให้มีบริการที่มีประสิทธิภาพ ต้องรีสกิลคนให้ตามทันโลก ทันเทคโนโลยี ปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะสำนักปลัดกระทรวงดีอีเป็นสมาร์ทออร์แกไนเซชั่น ทำตารางเทรนนิ่ง รับ 30 ตำแหน่ง จากอัตรากำลัง 209 ตำแหน่ง"
          4.ตั้งสถาบัน IoT (อินเทอร์เน็ตออฟทิงส์) ในโครงการดิจิทัลพาร์ค ณ ศรีราชา โดยมอบหมายให้สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) องค์การมหาชน ดำเนินการทั้งเทรนนิ่ง การสร้างแรงงานใหม่ที่มีความรู้เฉพาะทาง และเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาองค์ความรู้ ชักชวนเอกชนมาตั้งศูนย์พัฒนากลางที่เกี่ยวข้องกับ IoT และโทรคมนาคม อาจเป็นบริษัทที่บีโอไอชวนมาลงทุนอยู่แล้ว และด้วยพื้นที่กว่า 700 ไร่ จึงมีส่วนที่เหลือให้เอกชนมาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงศูนย์วิจัย และพัฒนาต่อเนื่องได้