SIMเตรียมเปลี่ยนชื่อใหม่SDC ปรับโครงสร้างธุรกิจ รุก 5 สายธุรกิจ

SIM ชงผู้ถือหุ้นเปลี่ยนชื่อเป็น “สามารถ ดิจิตอล” หรือ SDC ปรับโครงสร้างรุก 5 ธุรกิจหลัก เน้นดิจิทัลครบวงจร ยอมรับรายได้ปีนี้ลดเหลือ 3,000 ล้านบาท จากเป้า 4,500 ล้านบาท ส่งผลรายได้ SAMART พลาดเป้าไม่ถึง 20,000 ล้านบาท
          นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) หรือ SIM ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SAMART ถือหุ้นอยู่ 70.94% มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ลดขนาดธุรกิจมือถือที่มีการแข่งขันสูง มาอยู่ภายใต้ชื่อใหม่ คือ บริษัท สามารถ ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SDC เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการก้าวสู่ธุรกิจดิจิทัล โดยขณะนี้ได้นำเสนอต่อผู้ถือหุ้นไปแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางเดือน ต.ค.นี้
          โดยแบ่งโครงสร้างธุรกิจเป็น 5 สายธุรกิจ ได้แก่ 1.Digital network ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านการสื่อสารผ่านระบบดิจิทัล ล่าสุดได้เซ็นสัญญาโครงการติดตั้งอุปกรณ์โครงข่ายวิทยุคมนาคมระบบดิจิทัล (Digital Trunked Radio System หรือ DTRS) จำนวน 1,500 สถานีฐาน ในนามธุรกิจค้าร่วม “เอสไอเอสซี คอนซอร์เตียม” กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการโครงข่าย DTRS และรองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการในพื้นที่ที่มีความต้องการได้อย่างเพียงพอ โดยใช้งบลงทุน 3,000 ล้านบาท
          ทั้งนี้ SDC จะมีรายได้จากการขายเครื่องลูกข่าย และการทำตลาดในลักษณะ Private Network รวมถึงการให้บริการข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นองค์กรภาครัฐที่เน้นการสื่อสารทางไกลเป็นกลุ่มใหญ่ และต้องการความปลอดภัยในการสื่อสาร เช่น กอ.รมน. ศ.อบต. กรมการขนส่งทางบก การปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นต้น ตั้งเป้าหมายมียอดขายเครื่องลูกข่ายอยู่ที่ 200,000 เครื่อง และรายได้อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท ภายในช่วง 2-3 ปีแรก
          นอกจากนี้ SDC ยังมีโครงการความร่วมมือกับ CAT ในการติดตั้งเสาสัญญาณร่วมในเขตอุทยานแห่งชาติ (Co-Tower) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา และรอคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) CAT พิจารณา คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน ต.ค.นี้           2.Digital Content เน้นไลฟ์สไตล์เป็นหลัก โดยจับตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนในการให้ข้อมูลเรื่องกิน ดื่ม เที่ยว และบริการวางแผนท่องเที่ยวแบบครบวงจร รวมถึงบริการด้านดูดวงและหาซื้อสินค้าเสริมมงคลต่างๆ 3.iSport ทำการตลาดด้านแบบกีฬาครบวงจร 4.ธุรกิจสตาร์ทอัพ ผ่านบริการขายฝากสินทรัพย์ออนไลน์บนเว็บไซต์ซีแอสเซ็ท (Zazzet) และ 5.IoT ดำเนินธุรกิจจำหน่ายมือถือ และเก็ดเจ็ต (gadget) เน้นคุณสมบัติด้านความปลอดภัย และการดูแลสุขภาพ
          ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานของ SAMART ปี 2560 คาดว่าจะมีรายได้ใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้จากบริษัท สามารถ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL ประมาณ 40% บริษัท สามารถ ยู-ทรานส์ จำกัด ประมาณ 30% SIM ประมาณ 20% และธุรกิจอื่นๆ ประมาณ 10% และตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปี สัดส่วนรายได้จะใกล้เคียงกันทุกธุรกิจ
          สำหรับ SIM ในไตรมาส 4/2560 จะมีรายได้พิเศษเข้ามา ทำให้คาดว่าปีนี้จะมีรายได้ 60-70% หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4,500 ล้านบาท ส่วน SAMTEL คาดว่าปีนี้จะมีรายได้ประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท จากงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่มีอยู่ 8,000-9,000 ล้านบาท และคาดว่าจะลงนามสัญญาอีก 3,000-4,000 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2560 ทำให้สิ้นปีนี้ backlog มากกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีรายได้ประจำอยู่ที่ 40% และตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 50% จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากการประมูลภาครัฐเป็นหลัก
          นายวัฒน์ชัย กล่าวว่า บริษัทมีแผนนำบริษัท สามารถ ทรานส์ โซลูชั่น จำกัด ดำเนินธุรกิจให้บริการควบคุมจราจรทุกรูปแบบ รวมถึงประกอบกิจการที่เกี่ยวกับการขนส่งทุกประเภท ซึ่งบริษัท สามารถ ยู-ทรานส์ จำกัด ถือหุ้นอยู่ 99.99% เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2561