SYMCลุ้นรายได้ปี61โตขึ้น12% บุ๊คโครงการข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ

SYMC ลุ้นรายได้ปี 61 โตขึ้น 12% แรงหนุนขยายฐานบริการโครงข่ายลูกค้าองค์กร พร้อมบุ๊ครายได้โครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำไทย-มาเลเซีย-กัมพูชาแบบเต็มปี
          นายธีรรัตน์ ปัณฑรสูตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMC เปิดเผยว่า แนวโน้มรายได้ในปี 2561 คาดจะเติบโตขึ้น 12% จากฐานปี 2560 เนื่องจากบริษัทจะเน้นขยายฐานให้บริการโครงข่ายกับลูกค้าองค์กร และรับรู้รายได้โครงการ MCT submarine Cable System หรือโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ไทย มาเลเซีย และกัมพูชาเต็มปี คาดสร้างรายได้ประมาณ 150 ล้านบาท
          ส่วนทิศทางในปี 2560 คาดจะเติบโตไม่ถึง 10% จากงวดปี 2559 ที่มีรายได้ 1,388 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจมีการแข่งขันสูง และรับรู้รายได้โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ MCT ล่าช้ากว่ากำหนด จากเดิมจะเริ่มรับรู้รายได้ในเดือน ส.ค. 2560 แต่เลื่อนมาเป็นเดือน ต.ค. 2560 ซึ่งในปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าแล้ว และอยู่ระหว่างทำการตลาดกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
          สำหรับโครงการ MCT submarine Cable System นับเป็นความร่วมมือ 3 บริษัท ของผู้นำด้านคมนาคมใน 3 ประเทศ ได้แก่ บริษัท Telekom Malaysai (TM) ประเทศมาเลเซีย บริษัท TelcoTech ประเทศกัมพูชา และ SYMC ประเทศไทย โดยร่วมสร้างระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตรในน่านน้ำทั้ง 3 ประเทศ
          โดยมีมูลค่าโครงการรวมอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท และทาง SYMC ยังได้ใช้งบลงทุนโครงการดังกล่าวเป็นจำนวน 800 ล้านบาท ซึ่งมีแหล่งเงินทุนมาจากการกู้สถาบันทางการเงิน
          ส่วนกรณีบริษัท ไทม์ ดอทคอม อินเตอร์เนชันแนล เอสดีเอ็น บีเอชดี จำกัด จะเข้าถือหุ้นของบริษัทเกิน 40% เนื่องจากมีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์บางส่วนตั้งแต่ช่วงวันที่ 28 ก.ย.-6 พ.ย. 2560 เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 35% แต่ไม่เกิน 37% ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว
          อีกทั้งบริษัทยังจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) มูลค่า 1,000 ล้านบาท โดยคาดจะขายหุ้นเพิ่มทุนRO แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2560 และบริษัทจะมีการแถลงแผนการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งแผนการลงทุนหลังได้เงิน RO จำนวน 1,000 ล้านบาท ภายในช่วงต้นปี 2561 เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ ซึ่งการดำเนินธุรกิจจะยังคงมุ่งเน้นด้านธุรกิจโทรคมนาคม
          ทั้งนี้ ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 723 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 48 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดปี 2559 ทางบริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,388 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 99 ล้านบาท