ITELรับทรัพย์2.4พันล้าน เน็ตชายขอบ-งานคัมปานา ILINKหั่นราคางานระบบ APM ต่ำกว่า ITD

“ITEL” เตรียมรับ 2 งาน มูลค่า 2,400 ล้านบาท จ่อเซ็นเน็ตชายขอบ 1,868 ล้านบาทวันที่ 28 ก.ย.นี้ หนุนแบ็กล็อกพุ่ง 3,117 ล้านบาท พร้อมทำแบ็กอัพโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำฯของคัมปานา 600 ล้านบาท พ.ย.นี้ ฟาก ILINK หั่นราคางานระบบ APM สุวรรณภูมิ ต่ำกว่า ITD วงใน AOT ขอเวลาพิจารณาเดินต่อหรือล้มประมูลสรุป ต.ค.นี้
          นายณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเซ็นสัญญา 2 ฉบับ ได้แก่ โครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และโครงการให้บริการโครงข่ายใยแก้วนำแสงบนดิน ซึ่งเป็นการทำแบ็กอัพโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ของบริษัท คัมปานา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) หรือ LOXLEY และ AIT ซึ่งจะเชื่อมต่อประเทศเมียนมา-ไทย-สิงคโปร์
          สำหรับโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน บริษัทเป็นผู้ชนะการประมูลในสัญญาการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง กลุ่มที่ 4 (ภาคกลาง-ภาคใต้) จำนวน 24 จังหวัด รวมถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา กับ 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย คิดเป็นมูลค่างานรวมทั้งสิ้น 1,868.235 ล้านบาท โดยจะมีการลงนามในสัญญาวันที่ 28 ก.ย. 2560
          ทั้งนี้ เมื่อ กสทช.มีการลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้ว จะส่งผลให้บริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ 3,117 ล้านบาท จาก Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2/2560 อยู่ที่ 1,249 ล้านบาท โดยในส่วนของสัญญาการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง กลุ่มที่ 4 มูลค่า 1,868.235 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ภายในปีนี้ประมาณ 120 ล้านบาท
          ส่วนโครงการให้บริการโครงข่ายใยแก้วนำแสงบนดิน ซึ่งเป็นการทำแบ็กอัพโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำของบริษัท คัมปานา จำกัด เชื่อมต่อประเทศเมียนมา-ไทย-สิงคโปร์ สัญญา 10 ปี มูลค่า 600 ล้านบาท เตรียมเซ็นสัญญาในช่วงเดือน พ.ย. 2560 จากเดิมเดือน ก.ย. 2560 คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2561 เป็นต้นไป
          “ณ สิ้นไตรมาส 2/2560 บริษัทมี Backlog อยู่ที่ 1,249 ล้านบาท และเมื่อรวมกับโครงการอินเทอร์เน็ตพื้นที่ชายขอบ สัญญาที่ 4 อีก 1,868 ล้านบาท ทำให้บริษัทมี Backlog อยู่ที่ 3,117 ล้านบาท โดยยังไม่รวมโครงการให้บริการโครงข่ายใยแก้วนำแสงบนดิน ซึ่งเป็นการทำแบ็กอัพโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำของบริษัท คัมปานา จำกัด เชื่อมต่อประเทศเมียนมา-ไทย-สิงคโปร์ อีก 600 ล้านบาท” นายณัฐนัย กล่าว
          ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2560 มั่นใจว่าจะเติบโต 30-40% แตะ 1,000 ล้านบาท มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 850 ล้านบาท จากปี 2559 ที่บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 809.29 ล้านบาท อย่างแน่นอน เนื่องจากทุกธุรกิจมีการเติบโตดี
          โดยธุรกิจการให้บริการโครงข่าย คาดว่าจะมีรายได้เติบโต 30-40% จากปี 2559 ที่มีรายได้อยู่ที่ 409.93 ล้านบาท เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากการให้บริการโครงข่ายกับลูกค้า เช่น บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ MTLS บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP และบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ SMK
          ขณะเดียวกันธุรกิจการให้บริการติดตั้งโครงข่าย คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 250-350 ล้านบาท จากปี 2559 ที่มีรายได้อยู่ที่ 344.49 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจการให้บริการพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ คาดว่าจะมีรายได้เติบโต 15% จากปี 2559 ที่บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 51.37 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้รายได้จากการเช่าพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรก จำนวน 348 แร็คส์ โดยปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามาเช่าใช้พื้นที่อยู่ที่ 95%
          นอกจากนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 2 จำนวน 624 แร็คส์ ซึ่งร่วมลงทุนกับพันธมิตร 2 ราย ได้แก่ บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA คาดว่าจะได้เซ็นสัญญากับลูกค้ากลุ่มราชการ เพื่อเช่าใช้พื้นที่ 8% ในช่วงเดือน ต.ค. 2560 และตั้งเป้าหมายจะมีลูกค้าเซ็นสัญญา 30% ภายในสิ้นปีนี้:ILINK ลุ้นคว้างานระบบ APM
          แหล่งข่าวจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า ช่วงเช้าวานนี้ (26 ก.ย.) AOT ได้เปิดข้อเสนอราคางานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ราคากลางที่ 2,894,959,247.20 บาท จากผู้เข้ายื่นข้อเสนอ 2 ราย คือ กิจการร่วมค้า IRTI (บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK บริษัท เรืองณรงค์ จำกัด บริษัท ที.อี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และท่าอากาศยานอินชอน)  ร่วมกับซีเมนส์ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ร่วมกับมิตซูบิชิ
          ทั้งนี้ปรากฏว่ากลุ่ม IRTI ยื่นเสนอราคาต่ำกว่า ITD แต่ยังสูงกว่าราคากลาง โดยทั้ง 2 ราย เสนอมาสูงกว่าราคากลางเฉลี่ย 6-8.5% จากนั้นในเวลา 14.00 น. คณะกรรมการประกวดราคางานจัดซื้อ APMฯ ได้เชิญทั้ง 2 รายดังกล่าวมาต่อรองราคา โดยเจรจากับกลุ่ม IRTI ก่อน ปรากฏว่าทั้ง 2 รายยอมปรับลดราคาลงมาอีกเล็กน้อย แต่ยังคงสูงกว่าราคากลาง
          ด้านนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT เปิดเผยว่า ขั้นตอนจากนี้คงต้องขอพิจารณาก่อนว่า ราคาที่เสนอสูงกว่าราคากลางนั้น สมเหตุสมผลหรือไม่ รวมทั้งจะพิจารณาด้วยว่าหากต้องเปิดประกวดราคาใหม่จะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่างไร โดยคาดว่าจะได้ข้อยุติเรื่องงานจัดซื้อ APMฯ ภายในเดือนตุลาคมนี้
          ด้านแหล่งข่าวจาก ILINK เปิดเผยว่า หาก ILINK ลดราคาลงมาเท่าราคากลางจะขาดทุนจากการรับงานนี้ประมาณ 200 ล้านบาท ส่วน ITD ระบุว่า หากลดราคาลงมาเท่ากับราคากลาง ITD จะขาดทุนจากการรับงานประมาณ 400 ล้านบาท
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ AOT ได้ศึกษาเพื่อเตรียมการเปิดประกวดราคาใหม่ควบคู่ไปด้วย โดยเบื้องต้นจะมีการปรับสเปกด้านคุณสมบัติใหม่ คือ ผู้เข้าประกวดราคาไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์งาน APM ในพื้นที่เขตการบิน (Air Side) ไม่ต่ำกว่า 2 ปี จากปัจจุบันที่กำหนดคุณสมบัตินี้ไว้ ทำให้จำกัดผู้เข้าแข่งขันเหลือเพียง 4 รายในโลก ขณะที่จีนกับเกาหลีไม่สามารถเข้ามาร่วมแข่งขันได้ เพราะจีนมีประสบการณ์ทำ APM ทั่วประเทศแต่ยังไม่มีในพื้นที่ Air Side ส่วนเกาหลีมีประสบการณ์ในพื้นที่ Air Side แต่ยังไม่ถึง 2 ปี
          อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ผู้ผลิตจากจีนได้นำสินค้า APM มานำเสนอ AOT พร้อมทั้งระบุว่า จีนมีกำลังการผลิตสูงมาก และสามารถผลิตได้เร็วกว่า 29 เดือนตามที่ AOT กำหนดไว้ในเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) อีกทั้งประเมินราคาแล้วก็จะไม่สูงไปกว่าราคากลางที่ AOT กำหนดด้วย
          สำหรับระบบ APM ของเกาหลีนั้น พบว่ายังใช้เทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากมิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่น และยังมีประสบการณ์งาน APM น้อยกว่าจีน  ส่วนกรณีที่อาจมีการทักท้วงว่าสินค้าจีนราคาไม่แพง และอาจไม่มีคุณภาพด้วยนั้น ปัจจุบันไทยก็อยู่ระหว่างร่วมมือกับจีนในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีจากจีนเช่นกัน จึงน่าจะเป็นสิ่งการันตีคุณภาพและเทคโนโลยีของจีนด้วย ซึ่งหาก AOT ต้องเปิดประกวดราคาใหม่จริงก็จะสามารถดำเนินการได้ไม่เกินเดือนธันวาคมนี้