"ไทยคม7-8"เมินเข้าสัมปทาน ชี้ดาวเทียมดวงใหม่ทำตามเงื่อนไขพ.ร.บ.กสทช.

 "ไทยคม" ยื่น 2 ข้อเสนอไปยังกระทรวงดีอี หาทางออกปมปัญหาข้อพิพาท ยืนยันไม่นำดาวเทียมดวง 7-8 เข้าสู่ระบบสัมปทาน เปิดใจที่ผ่านมาทำถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมยื่นข้อเสนอยอมจ่ายค่าเช่าใช้วงจรเพิ่ม ขณะที่ดาวเทียมดวงที่ 4-5-6 ขอบริหารจัดการหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานปี 2564 พร้อมรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด แจงหากสร้างดาวเทียมแห่งชาติ ในตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออกต้องให้บริษัทร่วมด้วย
          นายสุพจน์ ชินวีระพันธุ์ รักษาการ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลยุทธ์องค์กร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ไทยคม ได้เข้าประชุมและหารือร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เพื่อหาข้อสรุปเรื่องดาวเทียมดวงที่ 7-8 ต้องเข้าระบบสัมปทานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งบริษัทได้ยื่นข้อเสนอ ด้วยกัน 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ จุดยืนสำหรับ ดาวเทียมดวง 7-8 บริษัทเชื่อว่าไม่อยู่ภายใต้ระบบสัมปทาน เนื่องจากดาวเทียม 1 ดวงควรมีเพียงกฎระเบียบเดียวเท่านั้น เพราะที่ผ่านมากระทรวง และ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) รับทราบข้อมูลมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อ กสทช. จัดตั้งขึ้นมาผู้ประกอบการต้องไปขอใบอนุญาต และ จ่ายค่าธรรมเนียม และข้อเสนอในครั้งนี้บริษัทได้ยื่นไปแล้วถึง 4 ครั้ง
          อย่างไรก็ตามถ้ายอมให้ดาวเทียมดวง 7-8 เข้ากลับไปอยู่ภายใต้ระบบสัมปทานมีผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากดาวเทียมทั้ง 2 ดวงนั้นอยู่ในระบบใบอนุญาต ซึ่งบริษัทได้ทำตามข้อกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2553 (พ.ร.บ.กสทช.2553) ที่ออกมาทดแทนกฎหมายเก่า และ ได้ทำตามระบบสัมปทานทั้งหมดแล้ว
          "สมมติ ซีอีโอ (นายไพบูลย์ ภานุวัฒน์วงศ์) ยอมให้เข้าสัมปทานแต่ผู้ถือหุ้นไม่ยอม เพราะเหตุการณ์นี้เกิดตั้งแต่ ไทยคม ได้ยื่นขอใบอนุญาตเมื่อปี 2555 ยิงดาวเทียมเมื่อปี 2557 แต่ 3 ปีผ่านไปกระทรวงกลับมาบอกในวันนี้ให้ดาวเทียมทั้ง 2 เข้าระบบสัมปทาน และถ้าอีก 2 ปีผ่านไปรัฐบาลใหม่มาแล้วมาบอกว่าไม่ใช่ ใครรับผิดชอบความเสียหาย เพราะธุรกิจดาวเทียมจุดคุ้มทุนต้องใช้เวลาถึง 10 ปี เราอยากให้ทุกอย่างตัดสินบนข้อเท็จจริง"
          นอกจากนี้ บริษัทได้ยื่นข้อเสนอผลประโยชน์ตอบแทนสำหรับดาวเทียม 7 และ 8 โดยจะจ่ายเป็นค่าเช่าใช้วงโคจรเพิ่มเติมให้กับกระทรวงดีอี แต่อาจจะไม่ถึง 22% ตามระบบสัมปทานเดิม และเสนอให้ความจุส่วนหนึ่งกับรัฐบาล
          ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบทั้งอุตสาหกรรมดาวเทียมทั้งหมด บริษัทเชื่อว่าข้อเสนอที่ยื่นเข้าไปนั้นค่อนข้างดี เพราะธุรกิจดาวเทียม เมื่อยิงดาวเทียมขึ้นวงโคจรต้องให้บริการทั้งภูมิภาคธุรกิจถึงจะอยู่รอด
          "วันนี้ต่างชาติเข้ามาช่องสัญญาณในประเทศไทย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องจ่ายค่าธรรมเนียมถึง 5% แพงกว่าคู่แข่งเราอยู่ในสภาพที่ว่าของที่อยู่จ่ายแพง"
          สำหรับข้อเสนอข้อที่ 2 คือ ขอเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินทั้งหมดในดาวเทียมดวงที่ 4-5 และ 6 ทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์สิน สถานีดาวเทียมแคราย จ.นนทบุรี หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2564
          "ข้อเสนอทั้งหมด ไทยคม อยากให้มีความชัดเจนภายในสิ้นปี 2560 เพราะมีผลกระทบต่อไทยคม 9 ที่ตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก เพื่อวางแผนการสร้างดาวเทียมรองรับลูกค้าไทยคม 4 ที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานลงภายในอีก 4 ปีข้างหน้า"
          นายสุพจน์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลังการเข้าหารือเจรจา แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงกันว่าจะตั้งคณะกรรมการร่วมกันทั้งกระทรวง-ไทยคม และ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรใบอนุญาต และแนวโน้มในอนาคต กสทช.มีหน้าที่ในการจองตำแหน่งดาวเทียมอีกด้วย
          อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาไม่สามารถสรุปได้ภายในสิ้นปีนี้ บริษัทมีแผนสำรองไว้เช่นกัน ซึ่งจะต้องดูโอกาสทางธุรกิจ โดยอาจจะไปทำธุรกิจดาวเทียมกับต่างประเทศ รวมถึงการหาราย ได้ต่อยอด นอกจากการให้บริการดาวเทียม เช่น บริการบรอดแคสติ้ง และบริการบรอดแบนด์
          ขณะที่ดาวเทียมแห่งชาติ ที่กระทรวงมีแผนจะให้ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ แคท เป็นผู้บริหารจัดการในตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก ซึ่งเป็นตำแหน่งของดาวเทียมไทยคม 9 ซึ่งถ้าใช้ตำแหน่งวงโคจรดังกล่าวต้องให้ ไทยคม ร่วมมือด้วยเพราะมีข้อตกลงด้านข้อกฎหมาย
          ดาวเทียม7-8ขึ้นวงโคจร ปี 2557
          เสนอผลตอบแทนเป็นค่าเช่าวงจร
          ให้กระทรวงดีอี