ชูเน็ตประชารัฐลดเหลื่อมล้ำ "บิ๊กตู่"ย้ำนโยบายดิจิทัลสร้างงาน-สร้างชาติ

นายกฯ ประกาศกลางงาน "ดิจิทัลไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2017" นโยบายเน็ตประชารัฐ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส สร้างรายได้ สร้างงานให้ประชาชน ย้ำปี 2561 เครือข่ายครอบคลุม 74,965 หมู่บ้านเกิดร้านค้าชุมชน 10,000 แห่ง มีสินค้าบริการ 50,000 ราย สร้างรายได้หมู่บ้านละ 300,000 บาทต่อปี
          พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวในพิธีเปิดงาน นิทรรศการนานาชาติ "ดิจิทัลไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2017" (DIGITAL THAILAND BIG BANG 2017) ภายใต้แนวคิด "ดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่นไทยแลนด์ : โลกเปิดเราปรับประเทศเปลี่ยน" ซึ่งโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัล ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยเป็นอย่างมากและเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเร่งขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล สู่ไทยแลนด์ 4.0 รวมถึงเป็นเครื่องมือช่วยพลิกโฉมประเทศได้
          ทั้งนี้ รัฐบาลได้พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ด้วยนโยบายอินเตอร์เน็ตประชารัฐเพื่อขยายและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมให้เข้าถึงทุกหมู่บ้าน ซึ่งจะมีจุดกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายหรือไวไฟฟรี หมู่บ้านละ 1 จุด รวมถึงเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไปยังโรงเรียน โรงพยาบาลเทศบาลตำบล โดยปัจจุบันมีจำนวนหมู่บ้านที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงแล้ว 40,000 หมู่บ้านและสิ้นปี 60 จะมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเข้าถึงอีก 24,700 หมู่บ้าน และปี 61 สัญญาณอินเตอร์เน็ตจะครอบคลุมทั้ง 74,965 หมู่บ้านของประเทศ
          "เมื่อรัฐลงทุนสร้างโครงข่ายเน็ตประชารัฐให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านแล้วก็ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยการนำมายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมาสร้างกิจกรรมในชุมชน สร้างโอกาส สร้างรายได้ สร้างความเป็นธรรม ซึ่งคำว่า พลิกโฉม อาจเป็นคำที่แรง แต่เราก็ต้องทำ เพื่อปรับเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้นและช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงจะช่วยกำจัดความยากจนด้วย"
          อย่างไรก็ตามเมื่อโครงข่ายอินเตอร์เน็ตประชารัฐครอบคลุมทุกหมู่บ้านในปี 61 แล้ว รัฐบาลคาดหวังจะมีร้านค้าออนไลน์ ร้านค้าประชารัฐเกิดขึ้นราว 10,000 แห่ง มีสินค้าและบริการจากชุมชน 50,000 รายการ จะสร้างรายได้ให้แก่หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 300,000 บาทต่อปี และในระยะยาวสินค้าจากชุมชนเหล่านั้น ก็ยังสามารถขายได้ทั่วโลกด้วย การมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3 ล้านราย ก็จะเกิดการจ้างงาน 10 ล้านคน และสร้างรายได้ให้หมุนเวียนในชุมชนด้วย
          นอกจากนี้ โครงข่ายเน็ตประชารัฐยังทำให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูล แล้วนำข้อมูลมาปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งรัฐบาลก็จะมีนโยบายพัฒนาสมาร์ท ฟาร์เมอร์ หรือการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งปีนี้ได้เริ่มพัฒนาแล้ว 30,000 ราย และปี 64 จะเพิ่มเป็น 200,000 ราย และจะขยายผลไปยังคนไทยกว่า 17 ล้านครัวเรือนที่มีอาชีพเกษตรกรด้วย ขณะเดียวกันยังเร่งพัฒนาจังหวัดที่มีศักยภาพให้เป็นสมาร์ท ซิตี้ ของประเทศไทย โดยจะเกิดขึ้นใน 7 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังมีโครงการดิจิทัลพาร์ค ไทยแลนด์ บนพื้นที่กว่า 600 ไร่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านดิจิทัลในภูมิภาค ปัจจุบันมีนักลงทุนสนใจลงทุนราว 100 ราย คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนราว 50,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการลงทุนโครงข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ เพื่อรองรับความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศที่จะเพิ่มขึ้นตามนโยบายอินเตอร์เน็ตประชารัฐ และมุ่งหวังที่ทำให้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ตของภูมิภาคอาเซียนด้วย
          อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลแล้ว ความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์ก็มีความสำคัญมากเนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ได้จำกัดพรมแดน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างผู้เชี่ยวชาญหรือนักรบไซเบอร์ โดยปี 61 ตั้งเป้าที่จะพัฒนานักรบไซเบอร์ 1,000 คน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานดิจิทัล บิ๊กแบงจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 ก.ย.2560 ที่ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-2 อิมแพค เมืองทองธานี โดยบรรยากาศงานวันแรก มีความวุ่นวายเล็กน้อย เนื่องจากระบบปกติ ที่มีการเซ็นชื่อเข้าร่วมงานบนกระดาษ ทั้งที่แผนการเดิมต้องการให้ระบบต่างๆ ภายในงานตั้งแต่ลงทะเบียนเป็นการใช้ดิจิทัลทั้งหมด และในวันเดียวกันเวลา 14.00-19.00 น.ระบบอินเตอร์เน็ตของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เกิดปัญหาสัญญาณขัดข้องหรือระบบล่มเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคอีสานเนื่องจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง ไม่เกี่ยวกับคำพูดของนายกฯที่จะสร้างนักรบไซเบอร์แต่อย่างใด.