โลกดิจิทัลพลิกโฉมผู้บริโภค ถึงเวลาธุรกิจรับมือยุค AI

ทุกวันนี้เทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกธุรกิจ ไม่จำเพาะแค่ในโลกไอที ผู้ประกอบการ
          จึงจำเป็นยิ่งจะต้องเปลี่ยนให้ทันก่อนจะถูกกลืนหายไป เมื่อเร็ว ๆ นี้ บมจ.กสท โทรคมนาคม จัดงาน CAT Network Showcase พร้อมเวทีเสวนากระตุ้นภาคธุรกิจให้ลุกขึ้นมารับมือ
          "พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์" กรรมการผู้จัดการ บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท) ย้ำถึงปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจในปัจจุบันว่า คือการเกาะติดกับเทรนด์ธุรกิจ การนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การพัฒนาบุคลากร  และเข้าถึงตลาดใน รูปแบบใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรม ผู้บริโภค เพื่อเลือกวิธีสื่อสารตรงกับกลุ่มเป้าหมาย อาทิ คนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากกว่าทีวี
          โดยบริษัทวิจัย การ์เนอร์ ระบุว่า 3 สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า ได้แก่ AI  ปัญญาประดิษฐ์ที่จะแทรกอยู่ในทุกที่ทุกแห่ง ตั้งแต่สมาร์ตบิลดิ้งไปจนถึงยานยนต์ไร้คนขับ อีกกลุ่มคือสภาพเสมือนจริง ทั้งเทคโนโลยี VR สร้างภาพเสมือนจริง 4D Printing กลุ่มสุดท้ายคือ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลจิสติกส์ ที่พักอาศัย ในอนาคตแพลตฟอร์มดิจิทัลจะเข้ามาแทนที่ธุรกิจแบบเดิม ๆ
          คอนเวอร์เจ้นส์ไม่เท่า "ต่อยอด"
          "ดนันท์ สุภัทรพันธ์" รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ แคท กล่าวเสริมว่า นี่คือยุคที่ "ดาต้า" มีความสำคัญมาก แต่ดาต้าที่สำคัญคือ ดาต้าที่มีการประมวลผล ดังนั้น "AI-IOT-คลาวด์" จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการเก็บดาต้าเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์  ซึ่งภาคธุรกิจกำลังตื่นตัวที่จะปรับไปสู่องค์กรที่บริหารจัดการด้วยข้อมูล เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันที่มากขึ้น
          การจะทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ใช้งานได้อย่างลื่นไหล โครงสร้าง พื้นฐานทั้ง Fixed , Mobile รวมถึง IoT จะเป็นสิ่งสำคัญมาก  ขณะที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โอกาสของผู้ให้บริการคือการเคลื่อนตัวไปใกล้ ผู้บริโภคให้มากขึ้น  เพื่อหาเซอร์วิสและโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด
          ในแง่ของผู้ให้บริการ แม้ว่าเทรนด์ "คอนเวอร์เจ้นส์" จะมา 4-5 ปีแล้ว แต่ยุคนี้ลูกค้าไม่ได้อยากได้ทุกบริการ จากนี้จะได้เห็นการแยกผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อนำเสนอให้ลูกค้าในลักษณะการต่อยอดบริการที่ลูกค้าต้องการใช้งานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่า
          โลกดิจิทัล = โลกของผู้บริโภค
          "ศิวัตร เชาวรียวงษ์" อุปนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทย และซีอีโอ บริษัท M Interaction กล่าวว่าพฤติกรรมผู้บริโภคทำให้แนวโน้มการใช้สื่อดิจิทัลเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากที่เคยมีสัดส่วนแค่ 2% ของงบฯโฆษณาทั้งหมด ปีนี้ขยับมาที่ 12% และโมเดลการเข้าถึงตลาดก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่ทำสื่อไว้รอคนเข้ามาดู ปัจจุบันงบฯโฆษณาไหลไปสู่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ต่างประเทศที่มีฐานผู้ใช้จำนวนมาก อย่าง กูเกิล เฟซบุ๊กที่มีศักยภาพในการเข้าถึงตลาดเป้าหมายได้ดี
          ทั้งนี้ ความแข็งแกร่งของสื่อจะเปลี่ยนไป จากที่เดิมเป็นเรื่องความสามารถในการทำคอนเทนต์ให้ถูกใจ และช่องทางในการเข้าถึง หากสามารถเข้าใจช่องทางดิจิทัล ก็จะสามารถอยู่ได้โดยอาศัยความสามารถในการทำคอนเทนต์
          "คนที่อยู่ได้คือนำคอนเทนต์ดี ๆ มาอยู่บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม ดังนั้นสื่อที่จะอยู่เป็นหลักต่อไปคือ สื่อดิจิทัล และสื่อ out of Home ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสื่อ แต่รวมถึงผู้ประกอบการทุกรายที่ต้องการเข้าถึงตลาด"
          ผู้บริโภคคาดหวังสูงขึ้น"ไมเคิล จิตติวาณิชย์" Head of Marketing กูเกิล ประเทศไทย ระบุว่า mission ของกูเกิลตลอด 20 ปีที่ผ่านมา คือ การจัดเรียบเรียงข้อมูลทั่วโลกแล้วจัดระเบียบเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายและใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ง่าย เวลาเปลี่ยนไปทำให้ลักษณะของข้อมูลก็เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ จุดสำคัญคือเข้าใจว่าข้อมูลคืออะไรเพื่อทำให้คนใช้ประโยชน์จากข้อมูลนั้น ๆ ได้
          ยุทธศาสตร์ของบริษัทที่ประกาศในปีที่แล้วคือ "Mobile First to AI First"เนื่องจากกูเกิลมองว่า 10 ปีที่ผ่านมา โมบายเฟิรสต์เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม ผู้บริโภค ธุรกิจ และ 10 ปีข้างหน้าคือ AI
          โลกยุคโมบายทำให้พฤติกรรมของ ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ที่เห็นชัดคือยอดขายสมาร์ทโฟนก้าวกระโดดปัจจุบันเฉลี่ยปีละ 15 ล้านเครื่อง เท่ากับว่า 1 ใน 4 ของประชากรไทยซื้อมือถือใหม่ทุกปี
          ผลที่ตามมาคือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่ทำให้ช่องทางการเข้าถึงคอนเทนต์ รวมถึงใคร ๆ ก็สามารถเป็นคนสร้าง คอนเทนต์ดี ๆ ที่คนเข้าถึงจำนวนมากได้ และ 3-4 ปีที่ผ่าน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ "การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เข้มข้น และรุนแรง"
          "ในอดีต วิทยุ ตู้เย็น ใช้เวลา  20-30 ปี ในการสร้างผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่แพร่หลาย ทีวีใช้เวลา 13 ปี  แต่อินเทอร์เน็ตใช้เวลา 4 ปี เฟซบุ๊กใช้เวลา 3.5 ปี วีแชตภายในปีเดียว โปเกมอนโกลด์ใช้เวลาแค่ 19 วัน ทุกวันนี้แค่ข้ามคืนมีโอกาสที่จะมีเทคโนโลยีใหม่ บริการใหม่ ๆ ที่ผู้บริโภคจะหันมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว"
          คนไทยเป็นกลุ่มที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าเปิดโอกาสให้เข้าไปใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆและเมื่อเปลี่ยนแล้วก็ใช้งานอย่างหนักหน่วง ผลวิจัยพบว่า 62% คนไทยดูยูทูบผ่านมือถือแล้ว และยอดใช้งานสูงสุดติด1 ใน 10 ของโลก และยังมีการสำรวจพบว่าคนไทยติดมือถือมากที่สุดในโลก และใช้งานหน้าจอ ๆ หลากหลายพร้อมกันมากที่สุดในโลกAI พื้นฐานแก้ปัญหา-สร้างโอกาส
          "การเปลี่ยนแปลงทำให้ผู้บริโภคสร้างมาตรฐานความคาดหวังต่อสินค้าและบริการ มากกว่าเดิม เร็วขึ้นกว่าเดิม จากข้อมูลกูเกิล เวลาคนค้นหาข้อมูลผ่านการเสิร์ช ปัจจุบันมีถึง 53% ถ้ากดลิงก์แล้วแค่ 3 วินาที ถ้าเว็บไม่ขึ้นคือจะทิ้งไปหาเว็บใหม่แทนทันที จากเดิมที่มีแค่ 40% ฉะนั้นคนต้องการสิ่งที่ดีขึ้นเสมอ หยุดพัฒนาไม่ได้"
          ขณะที่ AI จะเป็นพื้นฐานในการคิดสิ่งใหม่ ที่ทำให้ทุกสิ่งฉลาดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาแทรกอยู่ในเทคโนโลยีต่าง ๆ มานานแล้ว  ซึ่งจำนวนการใช้ AI ในการโปรแกรมมิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีการก้าวกระโดดขึ้นไปถึง 4 เท่าตัว
          "ไม่มีใครตอบได้ว่าแต่ละเทคโนโลยีจะมาเร็วแค่ไหน แต่เชื่อว่าธุรกิจในอนาคตจะประสบความสำเร็จได้ต้องอยู่บน AI"
          ตัวอย่างของ AI ในบริการของ กูเกิลคือการนำแมชีนเลิร์นนิ่งมาพัฒนาให้การแปลผ่าน "Google Translate" เวอร์ชั่นใหม่ ลดความผิดพลาดในการแปลลดลงมากกว่าครึ่ง โดยเฉพาะในประโยคยาวๆ การใช้สำหรับบริการเสิร์ชด้วยเสียง  หรือแม้แต่การเปิดให้บริการ ML fo everyone แพลตฟอร์มสำหรับการสร้างโค้ดโปรแกรมสำหรับแมชีนเลิร์นนิ่ง ซึ่งมีเกษตรกรที่ญี่ปุ่นนำไปใช้เพื่อแบ่งประเภทแตงกวาที่ปลูกในฟาร์มให้ดีขึ้นกว่าเดิม
          ล้วนเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า AI จะเป็น พื้นฐานในการแก้ปัญหาและสร้างโอกาส