PPSลั่นโครงการรัฐหนุนงบQ4โต โชว์ตุนแบ็กล็อก 498 ล้าน ดันรายได้ปีนี้พุ่ง 20%

 PPS มั่นใจผลงานครึ่งปีหลังโต ได้โครงการภาครัฐหนุนงบไตรมาส 4/60 โชว์แบ็กล็อก 498 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ปีนี้ 126 ล้านบาท ดันรายได้ทั้งปีโต 20% ล่าสุดบอร์ดไฟเขียวตั้งบริษัทย่อยรุกธุรกิจใหม่ คาดชัดเจนไตรมาส 4/60
          นายพงศ์ธร ธาราไชย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ PPS เปิดเผยว่า แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสเติบโตดีเช่นเดียวกับช่วงครึ่งปีแรก ที่มีกำไร 33 ล้านบาท เติบโต 17.70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4/60 จะได้รับปัจจัยบวกจากโครงการของภาครัฐ ที่เริ่มทยอยอนุมัติโครงการออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้ธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาบริหารโครงการพื้นฐานเติบโตได้ดี แม้ในช่วงไตรมาส 3/60 จะมีการรับรู้รายได้ต่ำสุดจากช่วงโลว์ซีซั่นก็ตาม
          โดยในปี 2560 บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้เติบโต 20% จากปี 2559 ที่มีรายได้ 319 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิเติบโต 15% จากปีก่อน 10.07% เนื่องจากมีมูลค่างานในมือ (Backlog) ของโครงการใหม่ และมีโครงการต่อเนื่องที่จะรับรู้รายได้ในปีนี้ ประมาณ 126 ล้านบาท ประกอบกับมีกำไรพิเศษจากการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มเข้ามาในช่วงครึ่งปีแรก เช่น โครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน และทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกอัตรากำไรเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 17.55% จากปกติเฉลี่ยอยู่ที่ 1-4%
          ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัท มาจากงานภาคเอกชน 71.65% ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 83.67%, มีงานจากภาครัฐ 28.15% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 14.22% และงานจากภูมิภาคอาเซียน 0.20% ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 2.11% โดยเป็นรายได้ของบริษัท จำนวน 82.05%, บริษัท สวอน แอนด์ แมคคลาเรน (ประเทศไทย) จำกัด (Swan) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จำนวน 9.85% และบริษัท พีทีเอสคอนซัลแตนท์ จำกัด (PIC) จำนวน 2.97%
          ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมี Backlog จำนวน 498 ล้านบาท แบ่งเป็นงานที่เซ็นสัญญารอรับรู้รายได้ จำนวน  461 ล้านบาท และงานที่อยู่ระหว่างการเจรจา จำนวน 37 ล้านบาท โดยงานที่เซ็นสัญญาแล้วจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้จำนวน 126 ล้านบาท, ในปี 2561 ทยอยรับรู้จำนวน 254 ล้านบาท และปี 2562 ทยอยรับรู้จำนวน 81 ล้านบาท ขณะที่ Backlog บริษัทย่อย Swan มีจำนวน 87.50 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ปีนี้จำนวน 60 ล้านบาท และทยอยรับรู้ในปี 2561 จำนวน 27.50 ล้านบาท
          ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีการดำเนินงานโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการของเทสโก้ โลตัส 5 โครงการ, โครงการอาคารนิทรรศการศรีราชา และห้างสรรพสินค้าเสริมไทยคอมแพล็กซ์ รวมถึงโครงการต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2, โครงการ NKP ท่าเตียน, โครงการศูนย์ข้อมูล INET, โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง, ICONSIAM และโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ
          ด้านที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ได้มีการอนุมัติการจัดตั้งบริษัทย่อย เพื่อขยายธุรกิจใหม่เกี่ยวกับการให้บริการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการใช้พลังงาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรจำนวน 2-3 ราย เพื่อร่วมลงทุน โดยมีนโยบายเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 60% รวมถึงกำลังศึกษาเรื่องงบลงทุนเพิ่มเติม คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/60 และบริษัทย่อยน่าจะเริ่มดำเนินงาน และรับรู้รายได้ในช่วงต้นปี 2561
          สำหรับการลงทุนดังกล่าว บริษัทไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนและไม่ต้องกู้เงินสถาบันการเงิน เนื่องจากมีเงินสดอยู่ประมาณ 100 ล้านบาท และกระแสเงินสดอยู่ 130 ล้านบาท รวมถึงปีนี้มีเงินจากการใช้สิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ (Warrant) ของบริษัทรุ่นที่ 1 (PPS-W1) จำนวน 43 ล้านบาท อีกทั้งเตรียมออกแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปี ในวันที่ 1 พ.ย. 60 เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ และความมั่นคงในอนาคต