"ฮิตาชิ-ฟูจิตสึ"ชูIoTเชื่อมEEC เสนอทำบิ๊กดาต้ารง.ญี่ปุ่นทั้งหมดในไทย

"ฮิตาชิ-ฟูจิตสึ" เสนอตัววางระบบ IoT ให้บริษัทญี่ปุ่น เผยงานจับคู่ธุรกิจ บริษัทณรงค์ฯ จับคู่กับบริษัทไฟเทคฯ ญี่ปุ่นทำสมองกล ขณะที่รายใหญ่ "ปตท." เปิดหาพันธมิตรทำ "สถาบันวิจัย" ด้าน "SCG" เปิดหาพาร์ตเนอร์ต่อยอดทำไบโอชีวภาพ
          นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการบริหารระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทฮิตาชิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทลูกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำอุปกรณ์/เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ระบบอินเทอร์เน็ต หรือ Internet of Things (IoT) ได้เซ็นสัญญากับบริษัทลูกของอมตะกรุ๊ปเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายสำคัญ คือ เป็นผู้วางระบบ IoT ระบบอัตโนมัติให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่ตั้งในประเทศไทยทั้งหมด รวมถึงสร้างโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ด้วย IoT โดยทางบริษัทอมตะฯได้เปิดเผยเบื้องต้นว่าทาง ฮิตาชิจะใช้พื้นที่ทั้งหมด 5 ไร่ ลงทุนสร้างสำนักงานและศูนย์ปฏิบัติการ รวมถึงส่วนที่เป็นคลัง IoT ต่าง ๆ ซึ่ง IoT จะนำไปสู่การสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ บิ๊กดาต้า เพื่อรวมข้อมูลทั่วไปและข้อมูลจากวิดีโอหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน และข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อแสดงผล ซึ่งจะช่วยให้องค์กรภาครัฐและเอกชนได้รับข้อมูลและเข้าใจในสถานการณ์จากข้อมูลเชิงลึก
          "ทางฮิตาชิได้ลงนามความเข้าใจ (MOU) กับทาง กรศ. เพื่อดำเนินการ 3 เรื่อง คือ 1.พัฒนาเรื่องของ IoT 2.ดูแลผู้ประกอบการญี่ปุ่น รวบรวมข้อมูลความต้องการของนักลงทุนไทย และ 3.ทำดาต้าเซ็นเตอร์รูปแบบ Smart Factory ในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาบริษัทญี่ปุ่นในไทย โดยทางฮิตาชิเองจะเริ่มเข้าไปวางระบบ IoT ให้กับบริษัทที่อยู่ในเครือก่อน เช่น ฮิตาชิออโตโมทีฟ ฮิตาชิคอมเพรสเซอร์ ฮิตาชิคอนซูมเมอร์ เป็นต้น"
          นอกจากนี้ คาดว่านักลงทุนรายใหญ่อย่างบริษัทฟูจิตสึ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์และบริการเทคโนโลยีด้านสารสนเทศ เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ไอทีที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก มีความเชี่ยวชาญในการวางระบบ IoT ให้กับภาคอุตสาหกรรมเช่นกัน มีความสนใจที่จะเข้ามาในรูปแบบเดียวกันกับฮิตาชิ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอความชัดเจนในการหารือกันอีกครั้ง
          นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทแม่ของนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย มี นโยบายให้บริษัทลูกทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 5,000 บริษัทให้เริ่มปรับปรุงเทคโนโลยีโดยใช้ IoT หรือวางระบบอัตโนมัติใหม่ เพื่อปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 เป้าหมาย คือ การพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และให้เชื่อมโยงรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้ามายังระบบบิ๊กดาต้าที่ญี่ปุ่นเองกำลังลงทุนสร้างส่วนนี้ขึ้นมา
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตามแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ต้องศึกษาและให้ต่างประเทศเข้ามาช่วย หนึ่งในนั้น คือ ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น การใช้ IoT เข้ามาวางระบบให้เฉพาะบริษัทญี่ปุ่นในไทยแล้ว ทางฮิตาชิ จะเป็นตัวหลักที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีและวางระบบให้กับบริษัทไทยในอนาคต
          นอกจากนี้ ไทยยังต้องพึ่งพาญี่ปุ่น ล่าสุดภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่นได้บันทึกความเข้าใจ (MOI) และข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม สถานทูตญี่ปุ่น และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ให้พัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรมรองรับอุตสาหกรรม 4.0 ผ่านโครงการ Flex Campus ซึ่งเตรียมเจรจาดึงสถาบัน การศึกษาของญี่ปุ่นเข้ามาตั้งเป็นศูนย์พัฒนาบุคลากรใน EEC และให้สิทธิในการรับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับ S-Curve และสิทธิประโยชน์ EEC
          สำหรับการจับคู่ธุรกิจ ภายในงาน Symposium on Thailand 4.0 towards Connected Industries เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา มีจำนวนกว่า 3,000 คู่ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางมีโอกาสความเป็นไปได้สูงถึง 10% หรือกว่า 300 ราย ที่สามารถต่อยอดการเป็นพาร์ตเนอร์ ซัพพลายเออร์ ร่วมลงทุนกันในอนาคต และจะเกิดการลงทุนจริงตามมา โดยอุตสาหกรรมที่สนใจในการ Matching มากที่สุดยังคงเป็นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และบริการทางการแพทย์
          เช่น บริษัทณรงค์ฯของไทยจับคู่กับบริษัทไฟเทคฯของญี่ปุ่น ทั้ง 2 จะร่วมกันทำสมองกล (AI) หรืออย่างจังหวัด โยมา ซึ่งมีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวนมาก สนใจที่จะ Matching ทั้งในระดับพื้นที่ต่อพื้นที่หรือจังหวัดต่อจังหวัด ส่วนรายใหญ่ของไทยจะมีสายสัมพันธ์อยู่แล้ว จึงไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม Matching แต่ได้หารือกันในห้องประชุม เช่น ปตท. เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาร่วมทำสถาบันวิจัยด้วย หรือ SCG ที่จะต่อยอดทำไบโอชีวภาพก็เปิดหาพาร์ตเนอร์เช่นกัน