กสทฯเสนอตัวสร้างดาวเทียมแห่งชาติ

ส่งโมเดลให้คณะกรรมการ กิจการอวกาศเคาะต.ค.นี้
          กรุงเทพธุรกิจ คณะกรรมการกิจการอวกาศเร่งสรุปโมเดลธุรกิจ 3 แนวทาง หลังกสทฯ พร้อมรับหน้าที่ยิงดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจร 119.5 องศา หวังเป็นดาวเทียมแห่งชาติ เร่งติดต่อไอทียูประสาน กสทช.ขอไลเซ่นส์ให้บริการเชิงพาณิชย์ สอดรับนโยบายรัฐอยากมีดาวเทียมไว้ใช้ เป็นศูนย์กลางข้อมูลทั้งพื้นดิน ใต้น้ำและอวกาศ เชื่อภายในต.ค.ได้ข้อสรุป
          แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกิจการอวกาศ ที่มีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ในเดือนต.ค.เตรียมจะพิจารณาร่างหลักเกณฑ์การสร้างดาวเทียมแห่งชาติในตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก และกรอบการกำกับดูแลกิจการดาวเทียมพาณิชย์ในประเทศ โดยขณะนี้บมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นผู้รับผิดชอบ โครงการนี้ได้ส่งทำรายงานเสนอมาแล้ว สรุปรูปแบบการดำเนินงาน 3 แนวทางคือ 1. กสทฯจะเป็นผู้รับผิดชอบโครงการทั้งหมด ซึ่งรวมถึง การจัดหาดาวเทียม การยื่นไฟลิ่งใช้วงโคจรกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) หลังจากนั้นกสทฯ จะเป็นผู้ไปดำเนินการ ว่าจ้างเอกชนเพื่อสร้างดาวเทียมดวงใหม่แล้วยิงขึ้นสู่อวกาศ และจะประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขอใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) ในการประกอบกิจการต่อไป
          2. กสทฯ จะเดินหน้าหาพันธมิตรในการ ยิงดาวเทียมดวงใหม่ในรูปแบบภาครัฐ และเอกชน และการดำเนินนโยบายการลงทุนจึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (พับบลิค ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ หรือ พีพีพี) และ 3. ให้เอกชนที่สนใจเข้าลงทุนในดาวเทียมแห่งชาติดวงใหม่เป็นผู้ยื่นเรื่องว่าจ้างผู้สร้าง ดาวเทียม จากนั้น กสทฯ จะเข้าไปเช่าใช้ ความจุของทรานสปอนเดอร์ในดาวเทียมดวงใหม่ ซึ่งภาครัฐต้องการคาปาซิตี้เอาไว้สำหรับใช้งานของหน่วยงานและเพื่อความมั่นคง 1 ใน 3 ของทรานสปอนเดอร์ "ซึ่งหากเคาะว่าเลือกแนวทางไหนก็จะ เสนอให้ครม.รับทราบ โดยแนวทางที่เป็นไปได้ มากที่สุดคือรูปแบบแรก เพราะรัฐต้องการ มีดาวเทียมแห่งชาติไว้สำหรับให้บริการข้อมูลภาครัฐ และรองรับโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน (เน็ตประชารัฐ)" แหล่งข่าวระบุ
          ทั้งนี้ หากให้กสทฯ เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดเหมือนกับในแนวทางแรกนั้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีทั้งทาง พื้นดิน ทางน้ำได้มอบหมายให้กสทฯ ขยาย เส้นทางใยแก้วนำแสงใต้น้ำ (ซับมารีน เคเบิ้ล) เพื่อเป็นศูนย์กลางของข้อมูลในภูมิภาค ส่วนทางอากาศก็จะดำเนินการสร้างดาวเทียมแห่งชาติดังกล่าว
          ด้านพ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสทฯ กล่าวยอมรับว่า กสทฯมีความต้องการอยากเป็นผู้ดำเนินการกิจการดาวเทียมทั้งหมดเพราะมั่นใจในศักยภาพของตัวเองที่ดำเนินธุรกิจมาตลอด
          โดยหากคณะกรรมการฯ เลือกแนวทาง แรก ก็คาดว่ากระบวนการด้านข้อกฎหมายและการดำเนินงานต้องแล้วเสร็จภายใน สิ้นปีนี้ จากนั้นภายในปี 2562 ต้องเริ่มสร้างดาวเทียมดวงใหม่ และในปี 2564 ต้องยิงดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร โดยดาวเทียมดวงนี้ จะมีอายุ 15 ปีตามอายุการใช้งานปกติจากนั้น จะเริ่มหาเอกชนมาเช่าทรานสปอนเดอร์ ซึ่งจะเริ่มขายพรีเซลตั้งแต่ในปี 2563 และ หาลูกค้าเพื่อขายส่ง (โฮลเซลล์) ต่อไป