แห่ขายทรัพย์สินเข้ากองทุน

Published on 2017-09-20   By ฐานเศรษฐกิจ

ในช่วงนี้ นักลงทุนจะเห็นบริษัทจดทะเบียนดำเนินการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจใหม่ รวมถึงการชำระคืนหนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนจนส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไรต่อหุ้น  ซึ่งเป็นวิธีการที่สนับสนุนให้ราคาหุ้นขยับขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในธุรกิจที่ต้องการใช้เงินทุนมหาศาล  เช่น สื่อสาร  โรงไฟฟ้า
          ล่าสุด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ TRUE  ประกาศแผนที่จะขายหรือให้เช่าสิทธิรายได้และสิทธิ์ให้เช่า เสาโทรคมนาคม 3,079 ต้น และระบบใยแก้วนำแสง (FOC) 1.47 ล้านคอร์กิโลเมตร มูลค่า 6.5-7.2 หมื่นล้านบาทให้กับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิตอล หรือ DIF ที่ถืออยู่จำนวน 28% ส่งผลให้นักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองบวกต่อหุ้น TRUE อาทิ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ฯ แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 7 บาท แม้ว่าการขายสินทรัพย์ครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่คาดไว้ที่ 5 หมื่นล้านบาทและมีโอกาสน้อยลงที่การซื้อขายจะเสร็จสิ้นภายในครึ่งแรกของปี 2561 ก็ตาม
          ด้านบล.หยวนต้าฯมองว่า การขายสินทรัพย์เข้ากอง DIF รอบใหม่ ช่วยให้ TRUE ได้เงินสดหลังเพิ่มทุน DIF ราว 4 หมื่นล้านบาท หนุนให้ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และสร้างความพร้อมในการประมูลคลื่น 1800 MHz หากราคาประมูลต่ำผิดปกติ และ/หรือ การขยายในธุรกิจอื่นๆ เพื่อทิ้งห่างเบอร์ 3  คาด TRUE บันทึกกำไรพิเศษ 7 พันล้านบาทในปี 2560 และ 2.5 หมื่นล้านบาท ในปี 2561 ทำให้ความกังวลขาดทุนหมดไปในช่วง 2 ปีข้างหน้า
          ขณะที่บล.ทรีนีตี้ฯคาด TRUE จะมีกำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนในครั้งนี้จะอยู่ประมาณ 1.27-1.43 บาทต่อหุ้นยังคงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมายปี 2560 ที่ 7.28  บาท ระยะสั้นได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่จะดีขึ้นในไตรมาส 4 จากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน
          เช่นเดียวกับบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS  คาดว่าจะมีความคืบหน้าในการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนในไตรมาส 4/2560 ทำให้เกิดแรงกำไรในหุ้น JAS
          ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนในเรื่องของระยะเวลาในการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานของ บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER ทำให้ราคาหุ้นผันผวน จากเดิมนักลงทุนเก็งกำไรเพราะคาดว่าการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนจะแล้วเสร็จทันภายในปี 2560 แต่ดูจะไม่ทันคงจะต้องเลื่อนไปปีหน้า ผลก็คือ การแบกต้นทุนทางการเงินที่สูง และเงินทุนไม่มาตามนัด อาจจะกระทบต่อแผนการลงทุนในอนาคตได้