สตรีมมิ่งไล่บี้"เคเบิล-ดาวเทีย"ปรับแผนสู้อีกเฮือก

ตลาดเพย์ทีวีส่อเค้าไม่รุ่ง หลังถูกสตรีมมิ่งไล่บี้ กลุ่มทุนทีวีดาวเทียม/เคเบิลทีวีดิ้นหาทางออก ชูกลยุทธ์ราคาขยายฐานสมาชิกต่างจังหวัด พร้อมเพิ่มบริการเทคโนโลยี-อินเตอร์เน็ต
          ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าสื่อดั้งเดิมอย่างทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีมีเม็ดเงินโฆษณาลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการซื้อขายกิจการกันจำนวนมาก โดยเฉพาะเคเบิลท้องถิ่นรายเล็กที่มีฐานสมาชิกต่ำกว่า 5,000 ครัวเรือนต่างประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง เงินทุนหมุนเวียน ทำให้ไม่สามารถต่อสู้เพียงลำพังได้ จำเป็นต้องขายกิจการส่งต่อให้เคเบิลรายใหญ่ ขณะที่ "ทรูวิชั่นส์" เบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมแม้จะได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่เชื่อว่าจะเข้ามาผลักดันให้ธุรกิจเพย์ทีวีอยู่ได้ รวมทั้งจะช่วยเพิ่มฐานกลุ่มผู้ชมระดับกลางและระดับล่างเพิ่มขึ้น แต่โดยภาพรวมยังพบว่าทรูวิชั่นส์มีฐานลูกค้าราว 4 ล้านรายไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด ส่วนเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมเองการขยายฐานผู้ชมใหม่ๆ ก็เริ่มฝืดเคือง เมื่อผู้ชมมีตัวเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
          นายวิชิต เอื้ออารีวรกุล ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เจริญเคเบิ้ลทีวี จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจเพย์ทีวีเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างมาก โดยพฤติกรรมผู้ชมคนรุ่นใหม่กลับไปให้ความสำคัญและรับชมผ่านแพลตฟอร์ม IPTV การนำเทคโนโลยีโทรทัศน์มา ประยุกต์ใช้กับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ OTT การให้บริการรับชมผ่านอินเตอร์เน็ตมากขึ้น เมื่อมีผู้ชมน้อยย่อมส่งผลกระทบทำให้เม็ดเงินโฆษณาในสื่อนี้ติดลบยาวนาน รวมถึงผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาจากการหารายได้โฆษณาไม่มีเงินหมุนเวียนทำให้เกิดการขาดทุนและต้องปิดช่องทีวีไป และที่ผ่านมาก็มีผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่นหลายรายหายไปจากตลาดเนื่องจากไม่สามารถแบกภาระต้นทุนได้
          "ในช่วงที่ผ่านมาช่องทางการหารายได้จากธุรกิจเพย์ทีวีมาจากด้านต่างๆ เช่น ค่าสมาชิกรายเดือน ค่าเช่าเวลาโฆษณา ช่องทีวีโฮมช็อปปิ้ง ช่องทีวีขายตรง ช่องทีวีที่มีผู้สนับสนุน อาทิ การเมือง ศาสนา ธุรกิจ อื่นๆ แต่ปัจจุบันเมื่อรายได้จากการเช่าเวลาโฆษณาหายไปกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้จึงต้องหาช่องทางอื่นๆเพิ่ม โดยเฉพาะรายได้จากช่องทีวีโฮมช็อปปิ้ง และในอนาคตช่องทีวีโฮมช็อปปิ้งจะมีเพิ่มขึ้นจำนวนมาก"
          อนาคตเจริญเคเบิ้ลมองว่าธุรกิจเพย์ทีวีจะไม่สามารถไปต่อได้ในอนาคต จึงได้วางแผนจัดทำแผนโครงการ One Network ขึ้นเพื่อช่วยเหลือเคเบิลท้องถิ่นรายเล็กในรูปแบบหลายประเภท คือ 1.เช่าสัญญาณจากสถานีกลางของเจริญเคเบิ้ลในการออกอากาศเพื่อลดต้นทุน จากเดิมผู้ประกอบการในตลาดต่างจังหวัดต้องตั้งสถานีห้องส่งเองและต้องใช้ต้นทุนการติดตั้งและดูแลหลักแสนบาทต่อเดือน 2.ให้เจริญเคเบิ้ลเข้าไปช่วยบริหารและตกลงแบ่งสัดส่วนรายได้ร่วมกัน 3. บริหารร่วมกันและแบ่งรายได้ 4.ซื้อกิจการมาบริหารต่อ
          ทั้งนี้ในปี 2563 เจริญเคเบิ้ลจะมุ่งขยายฐานสมาชิกในตลาดต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น โดยใช้โมเดลการทำราคาค่าสมาชิกที่ถูกกว่าทั่วไป เช่น ดูเคเบิลทีวีได้ 3 จุด และชมช่องลิขสิทธิ์ 50 ช่อง แต่จ่ายในราคา 150 บาทต่อเดือน ซึ่งเจริญเคเบิ้ลทีวีมองว่าน่าจะพออยู่ได้ไม่ขาดทุน ขณะที่ฐานสมาชิกของเจริญเคเบิ้ลทีวีปีนี้อยู่ที่ 1.2 ล้านครัวเรือน ซึ่งในปีหน้าบริษัทตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกขยับเพิ่มเป็น 2 ล้านครัวเรือน
          ด้านนายสมพร ธีระโรจนพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสไอ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า เชื่อว่าธุรกิจเพย์ทีวีจากนี้ไม่สามารถเติบโตได้อีกต่อไป เนื่องจากพฤติกรรมการชมทีวีของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ซึ่งคนส่วนใหญ่ขณะนี้ไม่อยากจ่ายค่าสมาชิกเพื่อรับชมคอนเทนต์เช่นเดียวกับในอดีตอีกต่อไป แต่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เลือกให้ความสำคัญกับโลกออนไลน์ และยอมจ่ายบริการการใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่า และในอนาคตพีเอสไอจะให้ความสำคัญกับธุรกิจเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตมากขึ้น
          ปัจจุบันพีเอสไอมีรายได้หลักมาจากการขายกล่อง Set top box โดยมีสัดส่วน 60% และ 40% ที่เหลือคือธุรกิจอัพลิงก์ ส่งสัญญาณต่างๆ ขณะที่รายได้ในปีนี้คาดว่าจะปิดที่ 3,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 5% เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ทั่วโลก
          ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจเพย์ทีวเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างมาก